แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งอำนวยความสะดวก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สิ่งอำนวยความสะดวก แสดงบทความทั้งหมด

01 กุมภาพันธ์ 2556

การศึกษาไร้ขีดจำกัด...ที่ศูนย์บริการนศ.พิการ มธ.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 17 ตุลาคม 2550 10:10 น. การศึกษาไร้ขีดจำกัด...ที่ศูนย์บริการนศ.พิการ มธ.
เชื่อว่าทุกคนคงเคยผ่านช่วงชีวิตที่ท้อแท้หมดกำลังใจ และคงมีคนจำนวนมากที่เลือกวิธีการให้กำลังใจตัวเองด้วยการมองคนที่กำลังเผชิญโชคหรือชะตากรรมที่ร้ายกว่า แต่สำหรับคนที่กำลังเผชิญชะตากรรมที่เลวร้ายดังเช่นคนที่มีร่างกายไม่สมประกอบ ไม่ครบ 32 เหมือนคนปกติ ที่ถูกเรียกขานกันว่า “คนพิการ”คนเหล่านี้จะมีทางออกทางใดหลงเหลือให้ชีวิตของพวกเขา
แม้ภาครัฐจะพยายามหาทางเยียวยาแก้ไขเคราะห์กรรมที่เขาประสบอยู่ก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่าความช่วยเหลือที่ได้ก็ยังไม่เพียงพอและเข้าถึงคนพิการทุกคนอยู่ดี แต่ทางออกที่ดีที่พอจะทำได้นั่นก็คือ “การศึกษา” ซึ่งแม้ว่าการเข้าถึงจะยากลำบากกว่าคนปกติทั่วไป แต่ก็มีสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่พยายามจะเปิดช่องทางการเข้าถึงให้คนพิการได้มีโอกาสรับการศึกษาได้มากขึ้น ดังตัวอย่างเช่น ม.ธรรมศาสตร์...
"อันสิทธิมนุษยชนข้อใดเล่า
จะเทียบเท่าสิทธิการศึกษา
ประกาศก้องต้องให้ความเมตตา
เสมอหน้าหนวกใบ้ไม่เว้นเอย"
บทประพันธ์กลอนสุภาพจากปลายปากกาม.ล.ปิ่น มาลากุล เด่นตระหง่านอยู่ในกรอบป้ายเหนือศูนย์บริการนักศึกษาพิการ ม.ธรรมศาสตร์ที่ตั้งอยู่ที่ศูนย์รังสิต ที่ถือเป็นปณิธานที่ทางมหาวิทยาลัยและเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฯ ทุกคนยึดเป็นคติประจำใจ ในการให้บริการทางการศึกษาแก่นักศึกษาพิการทุกคน นอกเหนือจากปณิธานหลักของ “ปรีดี พนมยงค์” ผู้ประศาสน์การม.ธรรมศาสตร์ ที่กล่าวเอาไว้ว่า “ต้องการให้ม.ธรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยสำหรับประชาชนทุกคน” ...ซึ่งนั่นหมายความว่า คนผู้มีร่างกายไม่สมประกอบ ก็ไม่ได้รับการยกเว้นจากโอกาสทางการศึกษานี้ด้วย
ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีม.ธรรมศาสตร์ได้พาเราย้อนไปถึงเมื่อแรกตั้งศูนย์ว่า จากปณิธานอันแน่วแน่ของผู้ประศาสน์การ มหาวิทยาลัยเห็นควรว่าควรจะเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้สนใจที่มีร่างกายไม่พร้อมเหมือนคนปกติให้มีโอกาสได้รับการศึกษา โควตาการรับนักศึกษาพิการของมหาวิทยาลัยจึงเกิดขึ้น โดยเปิดในปีการศึกษา 2546 เป็นปีแรก โดยมีนักศึกษาพิการรุ่นแรก 12 คน และในปีรุ่งขึ้น (ปีการศึกษา 2547) รับอีก 18 คน
“แต่ปรากฏว่าเราพบปัญหาใหญ่อย่างหนึ่ง คือนักศึกษาพิการเหล่านี้สามารถสอบผ่านเกณฑ์มาตรฐาน คือ เกรด 2.00 เพียง 30% เท่านั้น ในปีการศึกษา 2548 ทางมหาวิทยาลัยจึงตั้งศูนย์บริการการศึกษานักศึกษาพิการขึ้น บนความเชื่อว่า ถ้าเราทำให้นักศึกษาตาบอดอ่านได้ ถ้าเราทำให้นักศึกษาหูหนวกฟังได้ และทำให้นักศึกษาที่พิการทางการเคลื่อนไหวสามารถมาเรียนและเข้าชั้นเรียนได้นักศึกษาเหล่านี้จะพัฒนาศักยภาพตัวเองไปได้มากกว่านี้”
“เราหาเทคโนโลยีใหม่ๆ อุปกรณ์ที่จะมาช่วยเด็กของเรา เครื่องมือการอ่านหนังสือในคอมพิวเตอร์โดยการใช้อักษรเบรลล์สำหรับนักศึกษาพิการทางสายตา เรามีเครื่องขยายตัวอักษรสำหรับนักศึกษาที่สายตาเลือนราง เรามีหนังสือเสียง มีอินเทอร์เน็ตเสียง และขณะนี้เราก็สั่งต่อรถให้นักศึกษาที่พิการด้านการเคลื่อนไหวให้เฉพาะต่อคนต่อคันเพื่อให้การมาเรียนของเขาสะดวกขึ้น ซึ่งในส่วนนี้เราได้ปรับตึกเรียนทั้งตึกให้มีทางลาดเพื่อให้นักศึกษาที่พิการทางการเคลื่อนไหวมาเรียนได้สะดวก ขนาดที่ว่า เราย้ายตึกเรียนของเด็กปกติ 700 คน เพื่อนักศึกษาพิการคนเดียว เราก็ทำมาแล้วครับ” ศ.ดร.สุรพลกล่าว
วิไลวรรณ ซึ้งปรีดา หรือ “พี่วิ” ของน้องๆ นักศึกษาพิการทุกคน ทำงานนี้มาหลายปีแล้วในฐานะนักแนะแนวการศึกษาและอาชีพ พี่วิเล่าย้อนไปถึงเมื่อแรกได้รับมอบหมายจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยให้เข้ามารับงานสร้างศูนย์บริการการศึกษาเพื่อนักศึกษาพิการว่า “เป็นงานที่หินมาก” เพราะวันแรกที่มาถึงศูนย์เจอแต่ห้องเปล่าๆ
“เริ่มจากศูนย์ทั้งหมด และเราแทบไม่มีต้นแบบเลย เพราะตอนนั้นไม่มีศูนย์บริการครบวงจรเพื่อการศึกษาของเด็กพิการ ส่วนใหญ่เอาแบบมาจากมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้เอาทั้งหมด เอามาปรับใช้ให้เข้ากับเด็กของเรา”
เมื่อถามว่าในศูนย์นี้มีอะไรให้นักศึกษาพิการบ้าง พี่วิตอบว่า มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยและเหมาะสมที่ถูกคัดสรรมาอย่างดี ไม่ว่าจำเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเบรลล์ ดิสเพลย์ เครื่องขยายตัวอักษร ห้องสมุดเสียงที่มีซีดีหนังสือเสียงแทบทุกประเภทแม้กระทั่งวรรณกรรมเด็กและนวนิยาย นอกจากนี้ยังมี “แรงใจ” จากพี่ๆ เจ้าหน้าที่ทุกคนที่คอยดูแลน้องๆ นักศึกษาพิการอย่างเต็มที่และเต็มใจ รวมไปถึงเพื่อนๆ นักศึกษาอาสาสมัครที่ใช้เวลาว่างมาอ่านหนังสือเสียง ติววิชา และช่วยเหลือเพื่อนพิการด้านอื่นๆ ด้วย
“ส่วนน้องที่พิการด้านการเคลื่อนไหว เราก็หารือกันเรื่องความสะดวกในการที่จะให้เด็กเหล่านี้หลายวิธี สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า ต้องต่อรถให้ใช้ต่อคนต่อคัน เพราะความพิการและความสามารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน และที่สำคัญที่เราทำให้มากกว่ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ก็คือเราบริการทำกายภาพบำบัดรวมไปถึงการทำธาราบำบัดให้แก่นักศึกษาที่บกพร่องทางการเคลื่อนไหวที่แพทย์ลงความเห็นว่าหากทำกายภาพแล้วจะดีขึ้น เป็นความร่วมมือระหว่างศูนย์ฯกับคณะแพทยศาสตร์”
พี่วิอธิบายถึงรถดังกล่าว คือลักษณะคล้ายรถกระป๋อง มีทางขึ้นทางลงเป็นทางลาดที่นักศึกษาพิการทางการเคลื่อนไหว ดันรถเข็นวิลแชร์ของตนเองขึ้นรถได้ด้วยตัวเองอย่างไม่ลำบาก สำหรับการเคลื่อนที่ รถคันนี้เคลื่อนที่ได้ด้วยมอเตอร์ มีความเร็วพอประมาณ ลักษณะการสตาร์ทจะสตาร์ทด้วยมือ ทุกคันถูกออกแบบให้เหมาะกับผู้ใช้ ซึ่งขณะนี้นักศึกษาผู้พิการด้านการเคลื่อนไหวทุกคนที่กำลังศึกษาอยู่ ทางมหาวิทยาลัยได้มอบรถให้ใช้ทุกคน เพื่อความสะดวกในการเข้าเรียน
“แต่เมื่อเรียนจบรถนี้ก็จะคืน แล้วก็ส่งต่อให้รุ่นน้องต่อไป ก็มีการดูแลหลังการขาย ช่างเขาก็จะมาปรับให้รถเหมาะกับนักศึกษาคนต่อไป ถ้าถามว่าเราให้อะไรบ้าง คงต้องบอกว่าทุกอย่างที่จำเป็นในการศึกษา คือนอกจากจะมีศูนย์คอยบริการแล้ว นักศึกษาพิการบางคน...จะบอกว่าอะไร คือไม่มีอะไรมาเลย ถ้าเราตรวจสอบแล้วว่าไม่มีกำลังทรัพย์ เราจะหาทุนให้ ทุนการศึกษานี้พอสำหรับค่าเรียน ส่วนค่าหอเราจะให้เด็กที่ไม่มีจริงๆ อยู่ฟรี กินข้าวที่โรงอาหารมหาวิทยาลัย 3 มื้อ เรียกได้ว่าอะไรที่จำเป็น ถ้าไม่มีจริงๆ เรามีดูแลให้” พี่วิกล่าว
ด้านผู้ออกแบบและต่อรถเพื่อนักศึกษาพิการอย่าง “อเนก ทองสิมา” อดีตนายทหารสังกัดกรมช่างอากาศที่เคราะห์ร้ายประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนทำให้ต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่บนรถเข็นนั้น แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความหวังและกำลังใจของผู้ชายคนนี้ดับไปกับความสามารถด้านการเดินของเขาที่ต้องสูญเสียไป เพราะภายหลังการฟื้นฟูร่างกายจากอุบัติเหตุในครั้งนั้นแล้ว เขาได้ใช้ความรู้ความสามารถด้านการช่าง คิด ประดิษฐ์ ปรับแต่ง และลองผิดลองถูก เพื่อสร้างรถติดเครื่องยนต์ให้แก่ผู้พิการทางการเคลื่อนไหว ที่ต้องการการเคลื่อนไหวที่สะดวกกว่าวิลแชร์ปกติ ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงได้ติดต่อและว่าจ้างให้เป็นผู้ต่อรถดังกล่าวให้แก่นักศึกษาพิการ
“ลองทำดู เริ่มจริงๆ จากแป๊บเหล็กอันเดียว จากนั้นก็ลองผิดลองถูกเรื่อยมา พยายามดัดแปลงให้เข้ากับความพิการของร่างกายผู้สั่งให้ได้มากที่สุดเพื่อความสะดวกในการใช้งาน โดยพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายในการทำให้น้อยที่สุดเพื่อลดต้นทุนและลดภาระของผู้จ้าง เพราะเข้าใจในความลำบากตรงนี้ เราพยายามทำให้ใช้ได้จริงและใช้ได้ดีครับ ส่วนรถที่ต่อให้น้องนักศึกษาผมให้ชื่อว่า “บัดดี้ วิลแชร์” ครับ ” ชายผู้เติมฝันด้านการเคลื่อนไหวให้แก่คนพิการกล่าว
สำหรับน้องๆ นักศึกษาที่มีความบกพร่องทางร่างกายผู้ที่มีโอกาสได้ใช้บริการของศูนย์อย่าง “น้องกิ๊ก” – กาญจนา เสลาคุณ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ เปิดเผยว่ามีความบกพร่องทางการมองเห็นแต่กำเนิด แต่ทุกวันนี้ก็สามารถอ่านหนังสือกฎหมายได้โดยอ่านผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์เบรลล์ดิสเพลย์ นอกจากยังยังมีเพื่อนๆ อาสาสมัครและพี่เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ ดูแลเรื่องของหนังสือเสียงที่มีบริการ หรือหากเป็นเอกสารประกอบการเรียนใหม่ๆ น้องกิ๊กก็สามารถนำมาให้พี่ๆ เพื่อนๆ อ่านเป็นไฟล์เสียงเพื่อฟังได้ด้วย
ด้านนักศึกษาผู้รักการอ่านอย่าง “คุณากร สุวรรณเนตร” นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ ผู้พิการทางสายตาแบบสายตาเลือนรางหรือ Low Vision เปิดเผยว่า การมีความผิดปกติด้านสายตาอย่างที่เขาเป็นอยู่นั้น ไม่ถึงกับทำให้บอดสนิท ยังคงพอเห็นได้ลางๆ แต่สำหรับการอ่านหนังสือนั้นเป็นไปได้ยาก จะอ่านแต่ละทีจะต้องเอาหน้าลงไปชิดกับหน้าหนังสือ ทำให้อ่านนานๆ แล้วจะเกิดอาการปวดหัว ปวดตา อ่านได้อย่างมากที่สุดเพียง 10 หน้า แล้วก็ต้องทนจนกว่าอาการปวดตา ปวดหัวจะหายไป จึงจะอ่านได้อีกครั้ง แต่ภายหลังมาใช้บริการของศูนย์ฯ และอ่านหนังสือผ่านเครื่องมือที่มีชื่อว่า CCTV ที่มีการขยายตัวอักษรในหน้ากระดาษลงไปที่หน้าจอมอนิเตอร์ที่ขยายใหญ่นั้น ทำให้อ่านหนังสือได้มากถึงครั้งละ 40-50 หน้าเลยทีเดียว
ส่วนน้องนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเคลื่อนไหวอย่าง “น้องแป้งร่ำ” หรือคีตวีร์ เล้าฐานะเจริญ นักศึกษาคณะศิลปะศาสตร์ สาขาบรรณารักษ์ เป็นโรคก้านสมองส่วนการควบคุมการเคลื่อนไหวผิดปกติแต่กำเนิด ทำให้การเดินทุกวันนี้ของเธอเป็นไปได้ไม่ค่อยสะดวก และต้องอาศัยไม้ค้ำยัน แต่ตอนนี้เธอได้รับรถจากมหาวิทยาลัยที่จะทำเธอไปยังตึกเรียนได้สะดวกขึ้น
“สะดวกขึ้นมากเลยค่ะ โชคดีที่ได้รับโอกาสแบบนี้ โชคดีที่นอกจากจะมีเพื่อนๆ ที่คอยดูแลติววิชาและช่วยเหลือเรื่องอื่นๆ แล้ว ทางมหาวิทยาลัยก็ดูแลนักศึกษาพิการอย่างหนูในทุกๆ เรื่องด้วย” แป้งร่ำกล่าวทิ้งท้าย

18 กันยายน 2555

นักวิทย์ค้นพบ ต้นแบบวิธีรักษาอาการหูหนวก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษประสบความสำเร็จในการทดลองปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดในหนูเจอร์บิล ที่สามารถช่วยให้หนูที่สูญเสียการได้ยิน กลับมามีอาการเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งอาจกลายเป็นความหวังสำหรับผู้ที่หูหนวก ทั้งนี้ ในการทดลองหนูเจอร์บิลจะได้รับสารเคมีที่จะทำลายเซลล์ระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณรับรู้ความรู้สึกที่ได้จากเซลล์ขนไปยังเซลล์สมอง จากนั้นจึงใช้วิธีการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด ที่ได้จากทารกในระยะพัฒนาเนื้อเยื่อเซลล์ผิวหนัง และระบบประสาท ลงในเซลล์ประสาทด้านการได้ยินของหนูเจอร์บิลเหล่านั้น ต่อมาหลังได้รับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดผ่านไป 10 สัปดาห์ หนูเจอร์บิลแสดงอาการได้ยินดีขึ้น 46% เมื่อวัดขั้วไฟฟ้าสมองที่แสดงปฏิกิริยาต่อเสียง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 50 เดซิเบล อย่างไรก็ตาม การทดลองดังกล่าวยังอยู่ในช่วงพัฒนาจนกว่าจะแน่ใจว่าปลอดภัยเพียงพอ ซึ่งทีมวิจัยหวังว่า จะนำไปประยุกต์เพื่อใช้รักษาอาการหูหนวกในมนุษย์ ให้กลับมามีโอกาสได้ยินอีกครั้ง Mthai News 13 กันยายน 2555

27 กรกฎาคม 2555

มก. ปิ๊งไอเดีย ช่องทางสื่อสารภาษามือไทยผ่าน Thai SL App

   มนุษยศาสตร์ มก. ปิ๊งไอเดีย พัฒนานวัตกรรมผสมผสานภาษามือไทยกับเทคโนโลยีสารสนเทศ  เป็น Thai SL App แอปพลิเคชันภาษามือไทย ทลายกำแพงการสื่อสารระหว่างคนปกติและผู้บกพร่องทางการได้ยิน 

      
       ปัจจุบันเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสาร มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คิดค้นและพัฒนานวัตกรรม Thai SL App แอปพลิเคชันภาษามือไทยที่ผสมผสานภาษามือไทยกับเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าด้วยกัน ก่อให้เกิดประโยชน์ทางการสื่อสาร และยังสร้างเสริมความเข้าใจทั้งผู้บกพร่องทางการได้ยิน ผู้ได้ยินปกติ รวมถึงผู้ที่สนใจเรียนภาษามือไทยด้วย
รศ.ดร. อภิลักษณ์ ธรรมทวีธิกุล ผู้อำนวยการสถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์ คณะมนุษยศาสตร์ เล่าถึงที่มาของนวัตกรรมชิ้นนี้ว่า แอปพลิเคชันภาษามือไทยหรือนวัตกรรมสื่อพกพาภาษามือไทย Thai Sign Language iPhone/IPad App และ Android App (Thai SL App) ถือกำเนิดมาจากงานวิจัยที่ทำร่วมกับนิสิตปริญญาโทที่ใช้ภาษามือ จากพจนานุกรมดิจิตอลภาษามือไทย เพื่อให้คนหูหนวกและคนหูดีเชื่อมโยงสื่อสารระหว่างกัน
      
       
"ต่อมาได้พัฒนาต่อยอดเป็นพจนานุกรมสารสนเทศภาษามือไทยซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในการจัดทำ โดยมีคณะผู้วิจัยคือ รศ. ดร. อภิลักษณ์ ธรรมทวีธิกุล หัวหน้าโครงการ และผู้วิจัยหลัก น.ส. จิรภา นิวาตพันธุ์ ผู้ร่วมวิจัย และ Mr. Philipp Dill ผู้เชี่ยวชาญด้านสารสนเทศ นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนด้านบุคลากรจากวิทยาลัยราชสุดา และมูลนิธิภาษาศาสตร์ประยุกต์ในการร่วมวิจัย จากนั้นได้พัฒนาต่อยอดมาเป็นแอปพลิเคชันภาษามือไทย ซึ่งเปิดให้ดาวน์โหลดฟรีตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา"

       รศ.ดร. อภิลักษณ์กล่าวต่อไปว่า ภาษามือมีรูปแบบที่ชัดเจน แต่ละภาษามีพยัญชนะ สระ คำนาม สรรพนาม กริยา และไวยากรณ์ที่ชัดเจนเหมือนภาษาพูดทั่วไป ต่างกันตรงที่วงจรการสื่อสารของภาษามือใช้ท่ามือแทนคำพูด เนื่องจากการรับสารเกิดจากการมองเห็น แทนการได้ยิน และเนื่องจากคำศัพท์ใช้ท่ามือและรับรู้โดยสายตา ศัพท์จำนวนหนึ่งจึงอาจเข้าใจได้ง่ายและคล้ายกันในภาษามือต่างๆ เพราะท่ามือมีรูปแบบใกล้เคียงกับรูปลักษณ์ของสิ่งที่อ้างถึง
      
       
"ผู้ที่มีอุปสรรคในการสื่อสารภาษามือ สามารถค้นหาคำศัพท์ที่สงสัยจากแอปพลิเคชันภาษามือไทยและพจนานุกรมสารสนเทศภาษามือไทยได้ ซึ่งคำตอบจะเป็นวีดิโอคลิป มีทั้งศัพท์ภาษามือเชียงใหม่และภาษามือสงขลา พร้อมมีตัวอักษรภาษาไทย และภาษาอังกฤษประกอบ ทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้ภาษามือไทย นอกจากนี้ในโปรแกรมยังจัดเรียงศัพท์เป็นหมวดต่างๆ ตามคุณสมบัติทางไวยากรณ์เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการสืบค้น และมีการเพิ่มคำอธิบายไวยากรณ์ พร้อมตัวอย่างการใช้จริงในพจนานุกรมฉบับสารสนเทศ"
      
      
      
       ผอ.สถาบันภาษาศาสตร์ฯ เพิ่มเติมว่า การจัดหมวดหมู่ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสารกับคนที่บกพร่องทางการได้ยิน รวมถึงเป็นเครื่องมือช่วยสำหรับการสื่อสารระหว่างกลุ่มคนหูหนวกไทยต่างๆ ที่ใช้ภาษามือแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นของตน และยังใช้เป็นเครื่องมือช่วยการเรียนการสอนในการอ่านเขียนภาษาไทยและภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนนักศึกษาหูหนวกไทยได้ด้วย
      
       
"จากผลสำรวจยังพบว่า คนหูหนวกมีความสนใจฝึกออกเสียงพูด ซึ่งถ้าหากพัฒนาได้ พวกเขาจะมีความสุขมากหากสามารถสื่อสารกับคนได้ยินปกติได้ด้วยการออกเสียงพูด แต่อุปสรรคขณะนี้คือ มีการสื่อสารอ่านออกเขียนได้ พูดได้น้อยมาก ทางสถาบันฯ จึงได้ต่อยอดพัฒนาโปรแกรมสอนการออกเสียงพูด โปรแกรมระบบเสียงภาษาไทยออนไลน์ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนหูหนวก หรือเรียกว่านวัตกรรมสื่อระบบเสียงภาษาไทยออนไลน์ ซึ่งแสดงระบบเสียงภาษาไทยผ่านมัลติมีเดียโดยมีการสาธิตการออกเสียงสระ พยัญชนะและวรรณยุกต์ภาษาไทย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาระบบการออกเสียงภาษาไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน คนได้ยินปกติ รวมถึงชาวต่างชาติด้วย" ผอ.สถาบันภาษาศาสตร์ฯ กล่าวทิ้งท้าย
      
       
สำหรับผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดฟรี ได้ที่ App Store หรือที่เว็บไซต์ สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์  และสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาระบบเสียงภาษาไทย สามารถเยี่ยมชมนวัตกรรมสื่อระบบเสียงภาษาไทยออนไลน์ได้  >>ที่นี่<<  หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์ โทร. 02 - 579 - 5567 - 8 ต่อ 1516

12 กรกฎาคม 2555

ฮือฮา!!ถุงมืออัจฉริยะ แปลงภาษามือเป็นคำพูด(ชมคลิป)


เดลิเมล์ - เหล่านักประดิษฐ์ยูเครน ทำการพัฒนาถุงมือไฮเทคที่สามารถเปลี่ยนภาษามือเป็นคำพูด ความสำเร็จครั้งสำคัญที่จะช่วยกลุ่มบุคคลซึ่งบกพร่องทางการพูด สนทนาได้เหมือนคนปกติทั่วไป
      
       ถุงมืออัจฉริยะที่มีชื่อว่า"EnableTalk"นี้ ติดตั้งเครือข่ายเซ็นเซอร์ครบวงจรซึ่งสามารถรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของมือและแปลสัญญาณมือต่างๆเป็นคำพูดผ่านทางแอพพลิเคชันสมาร์ทโฟน
      
       อุปกรณ์ไฮเทคนี้คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดมาแล้วและเหล่านักประดิษฐ์เหล่านี้หวังว่า EnableTalk จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนหลายล้านคนทั่วโลกที่มีปัญหาความบกพร่องทางการพูดและการรับฟัง

     รายงานข่าวระบุว่าเจ้าถุงมืออัจฉริยะ ประกอบด้วยเซ็นเซอร์แบบยืดหยุ่น เซ็นเซอร์สัมผัส ไจโรสโคปและตัววัดความเร่ง รวมถึงโซลาร์เซลล์ สำหรับคอยให้พลังงาน
      
       EnableTalk ยังทำได้กระทั่งให้ผู้ใช้สามารถสร้างและกำหนดโปรแกรมสัญญาณมือต่างๆด้วยตนเอง ทั้งนี้แม้ว่ามันยังเพิ่งอยู่ในขั้นต้นแบบ แต่ก็คว้ารางวัลอันทรงเกียรติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
      
       โครงการนี้คว้ารางวัลชนะเลิศ ณ ไมโครซอฟต์ อิมเมจิน คัพ ในออสตรเลีย การแข่งขันที่จัดขึ้นมาเพื่อสนับสนุนนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และเหล่านักประดิษฐ์เชื่อมั่นว่าจะสามารถพัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตบุคคลซึ่งบกพร่องทางการพูดได้

 แมกซิม โอซิกา โปรแกรมเมอร์ บอกว่า "แรงบันดาลใจของเราคือความต้องการช่วยเหลือเพื่อนๆที่มีความบกพร่องทางการพูดและได้ยิน ให้สามารถสื่อสารได้เหมือนกับคนทั่วไป"
      
       กลุ่มนักประดิษฐ์ยังเผยด้วยว่าค่าใช้จ่ายสำหรับฮาร์ดแวร์ในการสร้างถุงมืออัจฉริยะต้นแบบนั้นแค่ 50 ปอนด์(ประมาณ 2,500 บาท) นั่นหมายความว่าพวกเขาสามารถเดินหน้าพัฒนาสิ่งประดิษฐ์นี้จนเสร็จสมบูรณ์โดยปราศจากอุปสรรคทางการเงินใดๆ


02 กรกฎาคม 2555

มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวก มอบเครื่องช่วยฟัง ‘สำหรับผู้พิการทางหู’


มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์ มอบเครื่องช่วยฟังให้กับผู้ที่บกพร่องทางการได้ยินฟรี ภายในงาน"หนูอยากได้ยินเสียงแม่"ช่วยเหลือผู้บกพร่องทางการได้ยิน
มูลนิธิอนุเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์ ภายใต้การสนับสนุนของอินทิเม็กซ์ ภายใต้โครงการ ไรท์ ทู เฮียร์ (Right To Hear) จัดงาน " หนูอยากได้ยินเสียงแม่" เพื่อช่วยเหลือผู้ที่พร่องทางการได้ยิน โดยเฉพาะเด็กวัย ๐-๗ ปี ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินให้เข้าถึงอุปกรณ์ช่วยการได้ยิน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เด็กสามารถเรียนรู้ในระบบการศึกษา และสามารถกลับสู่สังคมของการสื่อสาร โดยการใช้ภาษาพูด โดยจะมีการลงทะเบียนเพื่อขอรับการพิจารณารับเครื่องช่วยฟังหรือประสาทหูเทียมฟรี ในวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๕ เวลา ๐๘.๐๐-๑๒.๓๐ น. ณ โรงแรมเชียงใหม่ฮิลล์ ส่วนภาคอื่นๆและกรุงเทพฯ ในวันที่๒๙กรกฏาคม๒๕๕๕
จากข้อมูลทะเบียนกลางคนพิการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ระบุว่าจำนวนของผู้พิการทางการได้ยินทั่วประเทศ ระหว่าง๑ พ.ย ๓๗ -๓๑ พ.ค ๕๕ มีจำนวน ๑๙๖,๒๗๒ คน ซึ่งการสูญเสียการได้ยินทำให้ขาดโอกาสในการศึกษาและการกลับเข้าสู่สังคม จากการศึกษาพบว่า การผ่าตัดประสาทหูเทียมในเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินในช่วง ๕ ปีนั้นมีผลในการช่วยเหลือฟื้นฟูภาษาได้(newsvoicetvออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๓๐ มิ.ย. ๒๕๕๕ )

24 มิถุนายน 2555

สหราชอาณาจักร..เครื่องช่วยฟังซ่อนรูปสำหรับคนหูหนวก


หญิงหูหนวกชาวอังกฤษสามารถได้ยินเสียงเหมือนคนทั่วไป หลังจากเข้ารับการผ่าตัดใส่เครื่องช่วยฟังแบบซ่อนรูปเป็นรายแรกของอังกฤษ
เด นิส เวสต์เกต วัย ๔๖ ปี สูญเสียการได้ยินเมื่ออายุ ๖ ขวบจากการติดเชื้อ แต่ตอนนี้เธอกลับมาได้ยินเสียงเหมือนคนปกติทั่วไปอีกครั้ง หลังจากผ่าตัดใส่เครื่องช่วยฟังแบบใหม่ล่าสุด โดยเครื่องนี้เป็นผลงานของศูนย์ค็อคเลียร์อิมแพลนต์ที่มหาวิทยาลัยเซ้าท์แทมพ์ตั้น
อุปกรณ์ ใหม่นี้มีข้อดีคือ ไม่ต้องกังวลปัญหาเปียกน้ำ หรือการตกหล่นเสียหาย ที่สำคัญคือ ตัวเครื่องฝังอยู่ภายในหูชั้นกลางอย่างแนบเนียน ทำให้มองไม่เห็นว่าใส่เครื่องช่วยฟัง ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้และทำให้สามารถได้ยินเสียงตลอดเวลาแม้แต่ขณะที่กำลังอาบน้ำหรือว่ายน้ำ
เครื่องช่วยฟังนี้ใช้แบตเตอรี่แบบชาร์จใหม่ได้ ซึ่งต้องชาร์จทุกวัน วันละ ๔๕ นาที โดยใช้เครื่องชาร์จไฟเคลื่อนที่ซึ่งสะดวก สามารถชาร์จที่ไหนก็ได้ อย่างไรก็ตามจะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกๆ ๑๐-๑๕ ปี ทำให้ต้องผ่าตัดเปลี่ยนใหม่ สำหรับราคาเครื่องอยู่ที่ ๑๖,๐๐๐ ปอนด์ หรือประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ บาท ( krobkruakao ๓ ออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๒๒ มิ.ย.๒๕๕๕)
30,118

02 พฤษภาคม 2555

พจนานุกรมดิจิตอลภาษามือไทย



ภาษามือไทย เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันในกลุ่มคนหูหนวกต่างๆทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาษามือไทยของคนหูหนวกแต่ละกลุ่มอาจมีความแตกต่างกันบ้าง โดยเฉพาะภาษามือไทยซึ่งสอนโดยคนที่ได้ยินปกติมักได้รับอิทธิพลจากภาษาไทย ในชีวิตประจำวัน ความสับสน และการสื่อสารไม่ตรงกับความหมาย เป็นเหตุการณ์ปกติที่เกิดขึ้นระหว่างคนหูหนวกที่ใช้ภาษามือไทยเป็นภาษาแม่และคนที่ได้ยินปกติซึ่งใช้ภาษามือไทยเป็นภาษาที่สอง
พจนานุกรมสารสนเทศภาษามือไทย เป็นโครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยและพัฒนามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างคนหูหนวกที่ใช้ภาษามือไทยกับคนหูดีที่ใช้ภาษาไทย ซึ่งเป็นผลที่ได้จากการวิเคราะห์ภาษามือไทยในแนวภาษาศาสตร์และจากความร่วมมือของผู้ใช้ภาษามือไทยเป็นภาษาแม่
พจนานุกรมฉบับนี้เป็นสื่อสารสนเทศฉบับแรกสำหรับภาษามือไทย ประกอบด้วยศัพท์ภาษาอังกฤษและภาษา ไทยมากกว่า ๑,๐๐๐ คำ มีการแสดงท่ามือของลักษณะนามภาษามือไทยในภาพสามมิติ สำหรับคำนามที่เป็นศัพท์ตั้งมีกว่า ๕๐๐ คำ มีวีดิทัศน์แสดงท่ามือประกอบศัพท์ตั้งในหมวดคำต่างๆ เช่น คำนาม คำกริยา และมีวีดิทัศน์แสดงท่ามือการสะกดนิ้วมืออักษรไทย คำอธิบายไวยากรณ์ภาษามือไทย วีดิทัศน์แสดงท่ามือภาษามือเชียงใหม่และท่ามือภาษามือสงขลาควบคู่กับท่ามือภาษามือไทย(กลาง) สำหรับศัพท์ตั้งกว่า ๒๐๐ คำ
เข้าถึงพจนานุกรมนี้ได้โดย อุปกรณ์พกพาและโทรศัพท์มือถือ เป็นประโยชน์สำหรับคนหูหนวกไทยและต่างประเทศ คนไทยและชาวต่างประเทศที่สนใจเรียนภาษามือไทย พจนานุกรมนี้ช่วยลดช่องว่างในการสื่อสารระหว่างคนหูหนวกกลุ่มต่างๆ และระหว่างคนหูหนวกกับคนที่ได้ยินปกติ อันมีผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนหูหนวกไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการไทย
ผู้สนใจวีดิทัศน์ภาษามือไทยออนไลน์และพจนานุกรมดิจิตอลภาษามือไทย ในรูปแบบภาษามือไทย และภาษาไทย ศึกษาได้ที่ http://pirun.ku.ac.th/~fhumalt/THSL/THSL/html/nav_th/THSL_intro_th.htm www.rilc.ku.ac.th และhttp://rilc.ku.ac.th/iWeb/index.html
หากต้องการใช้แอพพลิเคชั่นภาษามือไทยออนไลน์ บน ไอแพด ( iPad ) ไอโฟน ( iPhone ) หรือโทรศัพท์มือถือระบบแอนดรอยด์ (android) สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีที่ไอจูนซ์ ( iTunes) (สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๑ พ.ค. ๒๕๕๕)

19 มกราคม 2555

ศอบท.



ยินดีต้อนรับทุกท่าน เข้าสู่ศูนย์สาธิตอุปกรณ์และบริการโทรคมนาคมสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ

ในสังคมข้อมูลข่าวสาร การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการสาธารณะนั้นถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนมีสิทธิได้รับอย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารนั้นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างเสริมและพัฒนาความรู้เพื่อทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขตามอัตภาพของแต่ละคน ส่วนบริการสาธารณะก็เป็นการเติมเต็มปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่มนุษย์พึงได้รับจากระบบสวัสดิการของรัฐ
การบริการโทรคมนาคม เป็นบริการสาธารณะอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ดูเหมือนในปัจจุบัน จะกลายมาเป็นปัจจัยที่ 5 เพิ่มจากปัจจัย 4 ที่มนุษย์จำเป็นต้องมี อันประกอบด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่ และยารักษาโรค ซึ่งก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากประโยชน์ที่ได้รับจากการสื่อสารผ่านบริการโทรคมนาคมนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อกันอย่างสะดวกในกรณีฉุกเฉิน การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปมาหาสู่กัน และที่สำคัญคือความสะดวกรวดเร็ว
การเข้าถึงบริการโทรคมนาคมของคนทั่วไป คงเป็นเรื่องที่ไม่ลำบากมากนัก หากเทียบกับคนพิการและผู้สูงอายุ เนื่องจากความบกพร่องของร่างกายหรือสติปัญญา เป็นอุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คนพิการและผู้สูงอายุ เป็นสมาชิกของสังคมที่มีสิทธิเท่าเทียมกับบุคคลอื่นๆ รวมทั้งสิทธิในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมด้วย
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ 09 ธันวาคม 2011 เวลา 09:01 น.

อ้างอิง จาก http://www.tede.or.th/

13 มกราคม 2555

"TTRS" เพื่อคนหูหนวก


การถ่ายทอดการสื่อสารระหว่างผู้บกพร่องทางการได้ยิน มักมีข้อจำกัดในการสื่อสารด้วยการพูด อาจทำให้มีปัญหาทางการสื่อสารที่ผ่านอุปกรณ์โทรคมนาคมที่ฝ่ายผู้รับปลายทางอาจไม่มีหรือผู้รับไม่เข้าใจเนื้อหาที่สื่อสารโดยตรง เช่น การสื่อสารด้วยภาษามือ
ทว่าอีกไม่กี่เดือน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ได้มีการอนุมัติให้มีการจัดทำโครงการนำร่อง ศูนย์บริการถ่ายทอดการสื่อสารสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยินและผู้บกพร่องทางการพูด โดยได้ร่วมมือกับมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ จัดทำ "ศูนย์ถ่ายทอดการสื่อสารแห่งประเทศไทย" (Thai Telecommunication Relay Service ) หรือเรียกสั้นๆว่า ศูนย์ TTRS
"ศูนย์ TTRS เป็นบริการใหม่ล่าสุดในประเทศไทย จะเปิดใช้งานจริงในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ มีลักษณะเป็นคอลเซ็นเตอร์ จะมีประโยชน์มาก ยกตัวอย่างเช่น เด็กนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยินจะติดต่อสื่อสารให้แม่มารับ หากแม่นั้นใช้โทรศัพท์บ้านก็ไม่สามารถที่จะใช้ข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือมาที่โทรศัพท์บ้านได้ หากศูนย์เปิดให้บริการก็จะเป็นสื่อกลาง แปลข้อความจากมือถือโทรศัพท์ไปบอกแม่ที่เบอร์บ้าน ถ้าแม่จะบอกให้ลูกรออยู่ที่ไหน ล่ามก็จะส่งข้อความกลับไป" วันทนีย์ พันธชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติแนะนำ


ผอ.วันทนีย์ ยังเสริมว่า นอกจากการส่งข้อความผ่านมือถือแล้ว แล้วยังสามารถถ่ายคลิปที่ผู้ส่งสารใช้ภาษามือ ส่งเป็นคลิปวิดีโอมาศูนย์ จะมีเจ้าหน้าที่ที่จะแปลข้อความไปยังผู้รับได้ โดยการคิดค่าใช้จ่ายจะคิดตามโปรโมชั่นปกติของแต่ละเครือข่ายในการส่งเข้ามา เช่น ข้อความละ 3 บาท แต่ข้อความที่ส่งกลับไปหรือส่งไปหาปลายทางนั้นจะไม่มีการคิดเงินแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังเปิดบริการที่เป็น "Internet relay service" เป็นเหมือนกับแชท ผ่านตู้สีฟ้า ที่กำลังนำไปตั้งไว้ตามจุดบริการนำร่องทั้ง 30 จุด โดยหลักการทำงานของตู้ดังกล่าว ผู้บกพร่องทางการได้ยินจะสามารถสื่อสารด้วยภาษามือกับเจ้าหน้าที่ผ่านตู้นี้


ขณะนี้หลายหน่วยงานให้ความสนใจในการให้บริการของศูนย์ อาทิ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาฯ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลปิ่นเกล้า, เซ็นทรัลเวิลด์, พันธุ์ทิพย์ และ สน.ทุ่งมหาเมฆ สน.คลองตัน เป็นต้น โดยแต่ละสถานที่ที่ให้ความสนใจติดต่อเข้ามา ต้องดูด้วยว่าสถานนั้นๆ มีไฟและอินเทอร์เน็ตความเร็วไม่ต่ำ 1 เมก
สำหรับเจ้าหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ สมัครและคัดเลือกมาจากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชสุดา 7 คน มีเจ้าหน้าที่ควบคุมอีก 2 คน หมุนเวียนกันทำงานตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม ทั้งนี้ ในช่วงการทดลองระบบ มีการเทรนล่าม รวมทั้งหาผู้บกพร่องทางการได้ยิน 300 คนมาใช้บริการเพื่อเป็นการทดสอบระบบว่าต้องแก้ไขเพิ่มเติมอย่างไรหรือไม่


6 บริการ...จาก "TTRS"



- บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบ "เอสเอ็มเอส" (ข้อความสั้นๆ) "เอ็มเอ็มเอส" (ข้อความภาพนิ่ง, ภาพเคลื่อนไหว) : ผู้บกพร่องทางการได้ยินจะส่งผ่านข้อความต่างๆ ไปยังศูนย์ที่มีเจ้าหน้าที่ถ่ายทอดการสื่อสาร จากนั้นเจ้าหน้าที่จะส่งเป็นเสียงพูดไปยังผู้รับปลายทาง
- บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบข้อความออนไลน์บนอินเทอร์เน็ต : ผู้บกพร่องทางการได้ยิน จะส่งข้อความออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตไปยังเจ้าหน้าที่ถ่ายทอดการสื่อสาร จากนั้นจะมีการส่งเป็นเสียงพูดไปยังผู้รับปลายทาง
- บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบภาพเคลื่อนไหวบนอินเทอร์เน็ต : ผู้บกพร่องทางการได้ยิน จะส่งภาพเคลื่อนไหวออนไลน์บนอินเทอร์เน็ตไปยังเจ้าหน้าที่ถ่ายทอดการสื่อสาร ส่งเป็นเสียงพูดและส่งไปยังผู้รับปลายทาง
- บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบภาพเคลื่อนไหวบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ : ผู้บกพร่องทางการได้ยินจะส่งภาพเคลื่อนไหวบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปยังเจ้าหน้าที่ถ่ายทอดการสื่อสาร จากนั้นส่งเป็นเสียงพูดไปยังผู้รับปลายทาง
- บริการถ่ายทอดการสื่อสารแบบภาพเคลื่อนไหวบนเครื่องบริการสาธารณะ : ผู้ที่บกพร่องทางการได้ยินกับผู้รับส่งภาพเคลื่อนไหวออนไลน์บนบริการสาธารณะ ไปยังเจ้าหน้าที่ถ่ายทอดการสื่อสาร จะส่งเป็นเสียงพูดกลับมายังผู้รับปลายทางที่อยู่ข้างๆ
- บริการถ่ายทอดการสื่อสารเพื่อแจ้งเหตุฉุกเฉิน : ผู้ที่บกพร่องทางการได้ยินส่งทุกวิธีใน 1-5 เจ้าหน้าที่ถ่ายทอดการสื่อสารส่งเป็นเสียงพูดให้หน่วยงานรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน

ทีมเด็กหูหนวกคว้ารางวัลรองชนะเลิศโครงการประกวดสื่อการสอนฯ


นายสนฉัตร วรวุฒิวิทยารักษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ชินวุธ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าวว่า บริษัท จัดโครงการประกวดสื่อการสอนที่ใช้ร่วมกับกระดานอินเตอร์แอคทีฟ ภายใต้ชื่อ โครงการไอบอร์ด ครีเอทีฟคอนเทสต์ (iBoard Creative Contest) ครั้งที่ ๑ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา กล้าแสดงออก มีความคิดสร้างสรรค์ ตลอดจนสามารถเข้าใจการผลิตสื่อการสอน รวมทั้งครู และอาจารย์ ก็สามารถเข้าใจเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ มีนักเรียน นักศึกษาสนใจส่งผลงานเข้าร่วมประกวดกว่า ๑๐๐ ทีม และเหลือ ๑๐ ทีมสุดท้ายมาจัดแสดง

โครงการดังกล่าวยังสนับสนุนให้ผู้สอนกับผู้เรียน ได้ร่วมกันพัฒนาสื่อการสอนแบบใหม่ๆ อีกทั้ง มุ่งหวังเพื่อจะพัฒนาเทคโนโลยีเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มเด็กพิเศษให้มีที่ยืนในสังคมได้มากยิ่งขึ้น เห็นได้จากทีมที่เข้าประกวดในครั้งนี้ ที่มี ทีมเด็กพิการหูหนวกสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศไปครอง

ด้าน นายโกวิทย์ ชนะเคน ตัวแทนผู้คว้ารางวัลชนะเลิศ ในนามของ ทีม ๓G จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวว่า ได้เห็นโครงการดังกล่าวจากอินเทอร์เน็ต จึงเกิดความสนใจประกอบกับรางวัลที่ได้สามารถต่อยอดในวิชาจบการศึกษาได้อีกด้วย จึงเข้าร่วมโครงการ และ เลือกวิชาภาษาอังกฤษในการผลิตสื่อการสอน เนื่องจากเห็นว่าภาษาอังกฤษค่อนข้างมีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น และถ้าเด็กๆ มีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดี สนุกกับการเรียนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ศึกษาง่าย และน่าสนใจ เช่น สีสัน อักษร เสียง กราฟฟิกต่างๆ เรียกความสนใจจากเด็กๆ ได้มาก โดยจุดเด่นของทีม ๓G อยู่ที่รูปภาพ กราฟฟิคที่สบายตา การทำแอนิเมชั่น และมีตัวหนังสือน้อยอ่านง่าย

สำหรับ รางวัลโครงการไอบอร์ดครีเอทีฟคอนเทสต์ ครั้งที่ ๑ ได้แก่ รางวัลชนะเลิศ ทุนการศึกษามูลค่า ๓ หมื่นบาท พร้อมกระดานอัจฉริยะเรสซ์ ไอบอร์ด หน้าจอ ๗๕ นิ้ว มูลค่า ๑.๒ แสนบาท รางวัลที่สอง ทุนการศึกษา ๒ หมื่นบาท พร้อมกระดานอัจฉริยะเรสซ์ ไอบอร์ด (Razr iBoard) ขนาดหน้าจอ ๕๖ นิ้ว มูลค่า ๗.๕ หมื่นบาท และรางวัลที่สาม ทุนการศึกษา ๑.๕ หมื่นบาท พร้อมกับกระดานอัจฉริยะเรสซ์ ไอบอร์ด ขนาดมินิ มูลค่า ๙,๙๐๐ บาท และรางวัลชมเชย ๗ รางวัล (ไทยรัฐออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๒๐ มิ.ย. ๒๕๕๓ )

โดย มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย - 20 มิ.ย. 53

งานบีโอไอแฟร์เปิดตัวหุ่นยนต์อ่านภาษามือภาษาไทยตัวแรกของโลกวันนี้ 9 มกราคม 2555


บีโอไอแฟร์ เตรียมเปิดตัว “หุ่นยนต์ดินสอ รุ่นที่ ๒” หุ่นยนต์อัจฉริยะตัวแรกของไทย พร้อมชมนวัตกรรมการสื่อสารที่มาจากหุ่นยนต์ดินสอ “DinsowSpond” เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อกับลูกค้าขององค์กรต่างๆได้ ดีเดย์วันนี้(๙ม.ค.)

นางอรรชกา สีบุญเรือง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ เปิดเผยว่า บริษัท Computer Telephony Asia จำกัด ผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยี Contact Center Solution จากฝีมือคนไทยและผู้ผลิตหุ่นยนต์เพื่อการพาณิชย์แห่งแรกของไทย จะเปิดตัว “หุ่นยนต์ดินสอ รุ่นที่ ๒” หุ่นยนต์บริการอัจฉริยะตัวแรกของไทยที่สร้างสรรค์จากฝีมือของวิศวกรไทย ๑๐๐% ที่มีความสามารถในการสื่อสารดูแล และเป็นเพื่อนเล่นกับผู้สูงอายุได้ ในงานบีโอไอแฟร์ ๒๐๑๑ ในวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๓:๓๐-๑๖:๐๐ น. ณ ห้อง Grand Diamond Hall ๙ เมืองทองธานี

นายเฉลิมพล ปุณโณทก กรรมการผู้จัดการ บริษัท Computer Telephony Asia จำกัด กล่าวว่า สำหรับหุ่นยนต์ดินสอ รุ่นที่ ๒ เป็นการสร้างสรรค์นวัตกรรมหุ่นยนต์ของบริษัทฯ ที่ได้รวบรวมนักศึกษาไทยที่ชนะเลิศการแข่งขันหุ่นยนต์ในระดับโลก เพื่อมารวมกันพัฒนาหุ่นยนต์เชิงพาณิชย์ของไทยเพื่อมุ่งสู่ตลาดโลก โดยปัจจุบันบริษัทได้สร้างสรรค์นวัตกรรมหุ่นยนต์ออกสู่ตลาด และสำเร็จไปแล้ว ๓ รุ่น ของ คือหุ่นยนต์บริการอาหารที่ MK Restaurant หุ่นยนต์พรีเซนเตอร์ ของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด และ หุ่นยนต์ต้นแบบ ดินสอ รุ่นที่ ๑ ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ประเภทฮิวแมนนอยด์ คือ มีลักษณะคล้ายมนุษย์ ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นหุ่นยนต์ที่สามารถอ่านภาษามือภาษาไทยตัวแรกของโลก โดยใช้เทคโนโลยีทางด้าน Computational Intelligence จดจำภาษามือภาษาไทยเป็นภาพเคลื่อนไหว ที่ใช้สื่อสารกับผู้พิการทางการได้ยินโดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วย

“ผมขอเชิญท่านผู้สนใจทุกท่านเพื่อเป็นเกียรติร่วมงานในครั้งนี้ เพราะนอกจากจะมีการเปิดตัวหุ่นยนต์ดินสอ รุ่นที่ ๒ ซึ่งเป็นฝีมือสร้างสรรค์จากคนไทยแล้ว ยังมีนวัตกรรมการสื่อสารที่มาจากหุ่นยนต์ดินสอ“DinsowSpond” เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเชื่อมต่อกับลูกค้าขององค์กรต่างๆอีกด้วย ” นายเฉลิมพล กล่าว

สำหรับการจัดแสดงนิทรรศการในงาน บีโอไอแฟร์ ๒๐๑๑ รวมพลังน้ำใจ โลกสดใส ไทยยั่งยืน หรือ Going Green for the Future จะเป็นการรวบรวมเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตและนวัตกรรม ซึ่งประชาชนคนไทยจะได้ชมอย่างใกล้ชิดและได้เห็นก่อนคนอื่นๆ ทั่วโลก โดยงานบริเวณริมทะเลสาบ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ ๕ – ๒๐ มกราคม ๒๕๕๕ ตั้งแต่เวลา ๑๐.๐๐ – ๒๒.๐๐ น. และอาคารชาเลนเจอร์ อาคาร ๙ (งานเทคโนมาร์ท-อินโนมาร์ท) จัดระหว่างวันที่ ๕-๑๓ ม.ค.นี้ (สยามรัฐออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๘ ม.ค.๒๕๕๕)

ไม่มีภาษามือ

ภาษามือ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนหูหนวก ซึ่งตามกฎหมายสำหรับคนพิการของสหรัฐ ได้กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ ต้องให้การอำนวยความสะดวกคนพิการทุกอย่าง

แต่สำหรับ นายทอม วิลลาร์ด ชายวัย ๕๓ ปี จากเมืองโรเชสเตอร์ สหรัฐอเมริกา เขาเป็นคนหูหนวก ที่คิดว่าตัวเองไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกระหว่างการเข้าร่วมงานเทศกาล “คนเปลื้องผ้า” ซึ่งจัดซื้อที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ถึงกับต้องยื่นเรื่องร้องเรียนต่อศาลว่า สมาคมคนเปลื้องผ้า ซึ่งเป็นผู้จัดงาน “เอ็มไพร์ เฮฟเว่น นูดิสต์ พาร์ค” ไม่ยอมจัดหาล่ามภาษามือไว้สำหรับคนหูหนวก วิลลาร์ดบอกว่า ที่มายื่นเรื่องร้องเรียน เป็นเพราะอยากจะให้ทุกคนตระหนักถึงกฎหมายสำหรับคนพิการ ที่มีไว้ปฏิบัติ แต่กลับไม่ค่อยมีหน่วยงานไหนสนใจ

ก่อนหน้านี้ วิลลาร์ดเคยยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคลับแสดงตลกแห่งหนึ่งว่าไม่จัดหาล่ามภามือไว้ให้คนหูหนวกเช่นกันและยังมีอีกหลายต่อหลายครั้งที่คนหูหนวกอย่างเขาไม่ได้รับการอำนวยความสะดวก เขารู้สึกเกลียดประสบการณ์อย่างนี้อย่างมาก เหตุผลหนึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องของค่าจ้างล่ามที่แพงก็เลยไม่ค่อยมีใครอยากจ้าง เลือกที่จะบอกว่า “ไม่มี” ดีกว่า นายวิลลาร์ดเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำให้โลกได้เห็นว่าแม้จะพิการร่างกาย แต่ก็ยังมีอารมณ์หาความบันเทิงใส่ตัวตลอด จริงๆนะ(มติชนรายวัน/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๑๑ ส.ค.๒๕๕๔)

โดย มติชนรายวัน/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๑๑ ส.ค.๒๕๕๔ - 12 ส.ค. 54

28 กรกฎาคม 2553

ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมประชุมและนำเสนอผลงานวิชาการในงาน


"สัมมนาทางวิชาการระดับชาติด้านคนพิการ ครั้งที่ ๒ ประจำปี ๒๕๕๓"
ในวันศุกร์ที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ณ เซนจูรี่ ปาร์ค กรุงเทพมหานคร

กำหนดการประชุม

08.00 -09.00
ลงทะเบียนและรับเอกสาร

09.00-09.30
พิธีเปิด
กล่าวรายงานการจัดประชุมวิชาการ
โดยปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
กล่าวเปิดการประชุมวิชาการ
โดยรัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

09.30-10.30
การปาฐกถาพิเศษ เรื่อง การร่วมสร้างสังคมเท่าเทียม
โดย Dr. Rhonda Galbally
Chair of the Federal Government’s National People with Disabilities and Carers Council

10.30-10.45 รับประทานอาหารว่าง

10.45-12.00
การอภิปราย เรื่อง การร่วมสร้างสังคมเท่าเทียม
โดย
1. ผู้แทนสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย
2. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ( สกอ.)*
3. ผู้แทนจากภาคธุรกิจ (AIS)*
4.ท่าน ว.วชิรเมธี หรือ ผู้แทน สสส.*
ผู้ดำเนินการอภิปราย ผศ. ดร.พิมพา ขจรธรรม

12.00-13.00 พักรับประทานอาหารกลางวัน

13.00-16.30
การนำเสนอผลงานทางวิชาการในห้องประชุมย่อย (4 ห้องแยกตามยุทธศาสตร์ในแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ พ.ศ. 2550 - 2554)

14 มิถุนายน 2553

วิศวะคอมพิวเตอร์ มช. คว้าสองรางวัลใหญ่จากการประกวดนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ


จากการประกวด นวัตกรรมเพื่อผู้พิการในงาน ถนนเทคโนโลยี ๒๕๕๓ หรือ Technology Street ๒๐๑๐ ซึ่งจัดโดย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ในระหว่างวันที่ ๑๒-๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา ณ ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีในการพัฒนาต่อยอด และสนับสนุนให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไป ได้แสดงความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านการคิดค้นออกแบบผลงานที่ช่วยพัฒนาศักยภาพในการทำงานทดแทน อวัยวะที่สูญเสียไปของผู้พิการได้เป็นอย่างดีนั้น

นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คว้าสองรางวัลใหญ่จากการประกวดนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ โดยนำผลงานชื่อ โปรแกรม แปลภาษาไทยเป็นภาษามือไทยสามมิติ คว้ารางวัลชนะเลิศอันดับที่ ๑ ทุนการศึกษา จำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐.- บาท พร้อมโล่เกียรติยศ และผลงาน "เครื่องเปิดหนังสืออัตโนมัติสำหรับผู้พิการทางแขน" คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ ๒ ทุนการศึกษา ๒๐,๐๐๐.- บาท จากการประกวดนวัตกรรมเพื่อผู้พิการ

(www. blognone.com/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๑๔ มิ.ย.๒๕๕๓)

04 มิถุนายน 2553

หุ่นยนต์แปลภาษามือ


หุ่นยนต์แปลภาษามือ
คลิปวีดีโอข่าวช่อง 9

เชียงใหม่ 4 มิ.ย. - มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างหุ่นยนต์ต้นแบบแปลภาษามือผู้พิการทางการได้ยิน ประสบความสำเร็จเป็นตัวแรกของโลก

นักศึกษาและอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกันสร้างหุ่นยนต์ต้นแบบแปลภาษามือให้ผู้พิการทางการได้ยิน ประสบความสำเร็จเป็นตัวแรกของโลก หลังใช้เวลาในการวิจัยนานเกือบ 5 ปี โดยใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ จดจำภาษามือภาษาไทย เริ่มจากการเก็บและสร้างต้นแบบไว้มากกว่า 4,000 ภาพภาษามือ ซึ่งขณะนี้สามารถอ่านภาษามือได้เพียง 10 คำ โดยจดจำภาษามือที่เป็นภาพเคลื่อนไหวและเสียงพูดภาษาไทย เช่น ผู้หญิง ผู้ชาย พี่ ปู่ ย่า ตา ยาย ขอบคุณ คิดถึง ใจดี และยังทำหน้าตาเป็นหมีแพนด้าหลินปิงได้ด้วย ซึ่งหุ่นยนต์จะอ่านภาพภาษามือผ่านกล้อง และแปลออกมาทางหน้าจอและเสียงพูด

ผศ.ดร.ศันสนีย์ เอื้อพันธ์วิริยะกุล อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้กำลังพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีความจำมากขึ้น และให้มีขนาดเล็กพกพาได้ หากประสบความสำเร็จจะทำให้ผู้พิการทางการได้ยินกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ สามารถสื่อสารกับคนทั่วไปที่ไม่รู้ภาษามือ โดยใช้ซอฟต์แวร์และหุ่นยนต์เป็นผู้ช่วยได้. - สำนักข่าวไทย

17 กุมภาพันธ์ 2553

สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนหูหนวก


เครื่องรับสัญญาณด้วยระบบสั่น เป็นเครื่องไว้สำหรับติดตัว สามารถรับสัญญาณต่างๆ แปรเป็นระบบสั่นได้ จากทุกกรณี เช่น นาฬิกา รับเสียงเด็กทารกร้องเป็นระบบสั่น โทรศัพท์ กริ่งหน้าบ้าน ซึ่งทำงานแบบไร้สายอีกด้วย ผู้เขียนเคยเห็นที่อเมริกา ในร้านกึ่งผับ จะมีบริการเสิร์ฟเบียร์ เสิร์ฟอาหาร มีโต๊ะสนุ๊กเกอร์ ตู้เกมส์ต่างๆ เวลาลูกค้ามาสั่งอาหาร ซึ่งต้องรอนาน เพราะมีลูกค้าจำนวนมาก จึงใช้เครื่องเรียกระบบสั่น เข้าไปรับอาหารเองที่เคาน์เตอร์ คือ ร้านนี้ไม่มีพนักงานคอยเสิร์ฟให้ ซึ่งอำนวยความสะดวกดีจริงๆ ไม่ต้องตะโกนเรียกให้ลูกค้ามารับอาหาร อย่างที่เห็นในเมืองไทย ยังมีอยู่เลย (งานบริการที่ไม่มีพนักงานเสิร์ฟนะ เคยเห็นร้านในเมืองไทยไหม ผู้เขียนเคยเห็นมาแล้ว)


สิ่งอำนวยความสะดวกนี้ก็เป็นเรื่องของความปลอดภัย สำหรับเตือนเวลาไฟไหม้ สามารถเตือนในรูปแบบระบบสั่นได้ หรือ ใช้ไฟแฟลต ก็ได้ เมื่อเร็วนี้ ประเทศญี่ปุ่นได้วิจัยและพัฒนาโดยใช้กลิ่นวาซาบิ เวลาเกิดเพลิงไหม้ มันจะส่งกลิ่นแรงแสบจมูก ก็ไม่เลวเหมือนกันนะ ผู้เขียนจะลองใช้ดูบ้าง สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมตามผู้ใช้ด้วย เพราะมีเพื่อนหูหนวกคนหนึ่ง เป็นคนชาติซาอุฯ ไม่เฉพาะหูหนวกอย่างเดียว เขาจมูกหนวกด้วย เป็นอันหมดสิทธิ์สำหรับเครื่อเตือนภัยวาซาบิ เป็นเรื่องจริง เขามักจะโดนให้ใช้งานทำความสะอาดที่มีกลิ่นเหม็นมาก เช่น กลิ่นอ้วก หรือแม้กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ใครๆก็สุดจะทน ทนไม่ไหวจริงๆ เพื่อนเขาคนนี้สบายมากสำหรับคนจมูกหนวก เขาเกิดมาพร้อมกับหูหนวกอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นเพราะเขาเป็นหวัดหรอกนะ ฮา



เครื่องมือสื่อสาร เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนหูหนวกอย่างมาก ไว้ใช้ติดต่อกับผู้คน โทรศัพท์โน๊ตบุค เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับการพัฒนา ซึ่งใช้เหมือนกับโทรศัพท์บ้าน คือใช้เบอร์บ้านนี่แหละ ในการติดต่อ สะดวกดี

ขอขอบคุณ พี่อ้อม สวีเดน นำข่าว

04 กุมภาพันธ์ 2553

นักวิทย์ยุ่นคิด กริ่งเตือนไฟไหม้ กลิ่นวาซาบิ.....ช่วยคนหูหนวก




สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ ๓ ก.พ. ๒๕๕๓ ว่า นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น คิดประดิษฐ์นวัตกรรมใหม่สำหรับเครื่องตรวจจับควัน หรือสัญญาณเตือนไฟไหม้ ให้สามารถช่วยเหลือชีวิตได้มากยิ่งขึ้น โดยเป้าประสงค์อยู่ที่ผู้สูงวัย ซึ่งความสามารถในการฟังเสียงสัญญาณเตือนอาจลดน้อยกว่าคนวัยหนุ่มสาว รวมถึงสำหรับผู้พิการด้านการฟัง หรือ คนหูหนวกด้วยเช่นกัน โดยมาโกโตะ อิมอาอิ ผู้ช่วยศาสตรจารย์จากมหาวิทยาลัยการแพทย์ชิงะ ของประเทศญี่ปุ่นเผยว่า จำนวนเหยื่อผู้ประสบภัยเพลิงไหม้ กว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นผู้สูงวัย และผู้พิการด้านการฟัง จึงประดิษฐ์สัญญาณเตือนภัยที่มีทั้งเสียงและกลิ่น ซึ่งกลิ่นที่จะใช้สำหรับเตือนภัยนั้น คือกลิ่นของวาซาบิ ซึ่งความฉุนของมัน อาจช่วยให้ไหวตัวทันต่อสถานการณ์ สำหรับสิ่งประดิษฐ์ใหม่ดังกล่าว คาดว่าจะสามารถวางจำหน่ายในอีก ๒ ปีข้างหน้าส่วนราคาอาจอยู่ที่ ๓๕๐ ปอนด์ (ราว ๑๘,๕๐๐ บาท) (ไทยรัฐออนไลน์/มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ๔ ก.พ. ๒๕๕๓ )

25 ตุลาคม 2552

ระบบโทรทัศน์สำหรับคนหูหนวก

Submitted by ContentAdmin on Wed, 12/17/2008 - 02:03.
ฉบับที่ : 8 / 2549
โดย : รศ. ดร.เอกชัย ลีลารัศมี

โครงการวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อช่วยเหลือผู้พิการ ที่ได้จัดทำขึ้นภายในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้นมีอยู่หลายโครงการ ซึ่ง รศ. ดร.เอกชัย ลีลารัศมี อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ก็เป็นบุคลากรท่านหนึ่งของคณะฯ ที่ได้คิดค้นอุปกรณ์สำหรับให้ผู้พิการได้ใช้เพื่อการดำรงค์ชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ลำบากจนเกินไปนัก รศ.ดร.เอกชัย ได้เล่าถึงงานวิจัยที่ท่านได้คิดค้นขึ้นผ่านทางช่างพูด



“งานที่ทำเกี่ยวกับคนพิการชิ้นล่าสุดคือ เกี่ยวกับคนหูหนวก คือ ทำอย่างไรให้คนหูหนวก ชมรายการโทรทัศน์ได้ เพราะเขาไม่ได้ยินเสียง ก็ต้องใช้วิธีอ่านตัวหนังสือแทนหรือไม่ก็ดูภาพภาษามือ เราจึงทำระบบโทรทัศน์ที่สามารถแสดงตัวอักษรคำบรรยายใต้ภาพ ให้อ่านแทนการฟังเสียงได้ ที่เรียกว่าเป็นระบบ เพราะมันมีทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ ที่ประกอบไปที่ตัวเครื่องรับโทรทัศน์ แล้วก็ทางด้านการส่งของสถานีโทรทัศน์ด้วย โดยผู้ใช้บริการจะสามารถกดปุ่ม สั่งให้โทรทัศน์แสดงตัวหนังสือขึ้นมาได้ เรียกว่า Caption“



“ผู้ชมจะกดปุ่มชมรายการที่บ้านได้เลย แต่จะต้องติดตั้งเครื่องถอดรหัส / ขยายภาพ (set top box) เข้ากับเครื่องรับโทรทัศน์ด้วย จึงจะสามารถใช้บริการได้ ระบบนี้จะไม่รบกวนการรับชมของคนปกติ และผู้ใช้บริการสามารถเลือกชมคำบรรยายภาพได้ 2 ภาษา คือ ไทย และ อังกฤษ”



“ในกรณีที่รายการโทรทัศน์มีการแสดงภาพภาษามืออยู่แล้วโดยมักแสดงในหน้าต่างหรือจอเล็กๆ (ตามรูป) ฮาร์ดแวร์เราก็สามารถขยายจอเล็กนี้ให้ใหญ่ขึ้นได้ คนหูหนวกบางคน เคยบอกว่าอยากให้กลับกันด้วยซ้ำไป คือ ภาพหลักคือภาพคนแสดงภาษามือ ส่วนภาพเล็กเป็นภาพที่คนธรรมดาดู เขาอ้างว่าบางประเทศ เช่น สวีเดน มีบางรายการที่ทำให้คนหูหนวกโดยเฉพาะ แต่ถ้าทำแบบนี้ต้องไปถ่ายทำและต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับทางสถานีด้วย ซึ่งของเราจะไม่ไปข้องเกี่ยวกับทางสถานีเลย อย่างระบบขยายภาษามือ เราก็อาศัยว่ามันมีรูปอยู่แล้วแต่ว่ามันเล็กไป เราก็ขยายออกมาด้านละ 2 เท่า รวมเป็น 4 เท่า เครื่องที่ทำขึ้นจะให้เลือกอัตราขยายได้เช่น 1 เท่าครึ่ง แต่ต้องไม่เกิน 4 เท่า ฮาร์ดแวร์ที่เราทำรุ่นล่าสุดจะรวม 2 ฟังชั่นนี้ไว้ด้วยกัน ในเครื่องเดียว”



วิวัฒนาการในการพัฒนา
“เราใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 8 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานชิ้นนี้ โดยเริ่มจากการทำ Caption ก่อน ซึ่งจะต้องไปติดตั้งที่สถานีโทรทัศน์ด้วย ใช้เวลาหลายปี ประมาณ 4-5 ปี แล้วก็มาทำภาษามือนี้ต่ออีก 3 ปี ตอนนี้ก็หยุดทำไปชั่วคราว ซึ่งมันใช้ได้แล้ว แต่เราไม่ได้ทำขาย เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เนคเทคพยายามสนับสนุนให้ผลิตจำนวนมาก แต่ติดปัญหาหลายด้าน ตั้งแต่ผู้ผลิตรายการ สถานี และ เงิน เพราะคนหูหนวกก็คงไม่อยากซื้อเอง ตอนนี้การเอาผลงานไปใช้ประโยชน์ทางพาณิชย์ หรือเอาไปใช้ประโยชน์จริงๆ ก็ยังไม่เกิดขึ้น”



“ผลงานนี้ได้ให้วิทยาลัยราชสุดา และ สมาคมคนหูหนวก ลองใช้บ้าง แต่สุดท้าย เขาก็ยังไม่เห็นความสำคัญเท่าไหร่ คือ เขายังพอทนได้ในเรื่องของการดูภาษามือ หรือว่าการที่ดูโทรทัศน์ไม่รู้เรื่อง พวกเขาก็ไม่เดือดร้อนมากเท่ากับเรื่องการประกอบอาชีพ ยังไม่ถึงขนาดทนไม่ได้“



ต้นทุนของของ ตัวเครื่องถอดรหัส / ขยายภาพ ( set top box)
“ต้นทุนเฉพาะค่าวัสดุของเครื่องถอดรหัส / ขยายภาพ ( set top box) จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาท เสียค่าจูนเนอร์เข้าไปอย่างเดียวก็ 700 บาทแล้ว แต่ถ้าซื้อจำนวนมากๆ ก็ถูกลง แต่เราใช้จูนเนอร์สำเร็จรูปแบบที่มีคุณภาพ”



สัญญาณทีวี จะต้องเข้าในกล่องเรา แล้วเราผสมสัญญาณในกล่องเรา
“เราจะมีจูนเนอร์อยู่ในเครื่องของเราด้วย เพราะมันต้องรับสัญญาณ ช่อง 3, 5, 7, 9 ได้ แต่ถ้าเอาเครื่องนี้ไปฝังอยู่ในโทรทัศน์ก็ใช้จูนเนอร์ร่วมกันได้ แล้วเราต้องติดตั้งเครื่องเข้ารหัส (Encoder)ข้อความของเราที่สถานีโทรทัศน์ด้วย ซึ่งเคยทดลองทำได้ผลที่ช่อง 7 เมื่อปีที่แล้ว นับว่าสถานีนี้จะลงทุนน้อยมากเพราะเป็นอนาล็อกทั้งระบบตั้งแต่ห้องส่งไปจนถึงเสาส่ง ซึ่งอยู่ห่างกันหลายกิโลเมตร จนต้องยิงไมโครเวฟจากห้องส่งไปที่เสาส่ง ช่อง 7 จึงออกอากาศระบบของเราได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเลย เพราะตัวเครื่องเข้ารหัส (Encoder) เป็นของเรา ส่วนทีวีช่องอื่นๆ เช่น ช่อง 9 ยังทำไม่สำเร็จ เพราะว่าห้องส่งของเขาเป็นระบบดิจิตอล แม้ว่าตอนออกจากเสาส่งจริงจะเปลี่ยนกลับมาเป็นอนาล็อก เลยต้องหาเงินซื้อหรือสร้างอุปกรณ์เพิ่มเพื่อส่งข้อความของเราตามไปรวมกันที่เสาส่ง ประกอบกับสถานีไม่สะดวกที่จะให้ไปทดลองบ่อยๆ พอติดปัญหาทางเทคนิคนี้ ทางช่อง 9 ก็เฉยเลย จริงๆ แล้ว ลงทุนไม่แพงเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อยากทำอยู่ดี ถ้าช่อง 7 จะไปต่างจังหวัด เขายิงเป็นดิจิตอลส่งออกไปขึ้นดาวเทียม เราเสร็จเหมือนกัน ข้อความของเราก็ถูกตัดออกจากสัญญาณภาพ เราก็ต้องยิงข้อความของเราเป็นดาต้าตามไป พอถึงปลายทางที่สถานีถ่ายทอดของเขาก็นำกลับมารวมกันใหม่ สุดท้ายก็ต้องส่งเป็นอนาล็อก ที่อเมริกาก็เป็นแบบนี้ ก็ยังลงทุนไม่มากอยู่ดี”



ตัว Caption มีคนพิมพ์เข้าไปหรืออัตโนมัติ
“Caption ถ้าทำแห้ง หมายถึงรายการสารคดี ทำที่สตูดิโอก็ได้ ถือออกมาเป็นม้วนวิดีโอเลย ปกติรายการทั่วๆไป ยังเป็นเบต้าอยู่ คือยังเป็นอนาล็อก ถือมาส่งที่สถานี ก็ออกอากาศไปเลย ตัวหนังสือข้อความก็อยู่ในนั้นอยู่แล้ว โดยถูก Encode รหัสเข้าไปในสัญญาณภาพ สัญญาณภาพที่เป็นอนาล็อก มันจะมีช่วงเวลาที่เงียบๆ ไม่มีภาพอยู่ ช่วงนั้นจะใส่อะไรไปก็ได้ การทำสารคดี ก็คือไปเอาสารคดีม้วนนั้นมา แล้วเราก็เติมข้อความโดยพิมพ์ให้เครื่อง Encoder แทรกเป็นรหัส ASCII เข้าไป ต่างประเทศเช่น ญี่ปุ่น เคยใช้เครื่องถอดเสียงเป็นตัวหนังสืออย่างอัตโนมัติ แต่ระบบนี้จะแพงมาก ถ้าใครเคยเปิดช่อง 3 แล้วเวลาภาพมันเลื่อน จะเห็นเป็นโลโก้ช่อง 3 ซึ่งเป็นที่ว่างๆ ที่ใส่อะไรก็ได้ โดยคนดูจะไม่รู้ ขายสัมปทานได้ด้วย คือ สามารถส่งข้อมูลต่างๆออกไปยังผู้รับปลายทางทุกคนทางเครื่องรับโทรทัศน์ได้ เช่น ราคาหุ้น ตารางเที่ยวบิน ข้อมูลอะไรก็ได้ และส่วนหนึ่งที่เราเอามาใช้ เพื่อคนพิการ ใช้เพียงนิดเดียวเอง ไม่ได้ใช้ทั้งหมด ก็ยังมีส่วนว่าง ที่ยังใช้ประโยชน์อื่นๆ ได้อีก”



ที่ทำมาทั้งหมด ได้รับการสนับสนุนมาจากสภาวิจัยแห่งชาติก่อน ประมาณ 3-4 ล้านบาท เป็นโครงการ 3 ปี ตามด้วยจากเนคเทค ไม่เกิน 1 ล้านบาท



โครงการนี้เป็นโครงการที่มีประโยชน์มาก เพราะอะไรถึงไม่มีใครเอาไปพัฒนาต่อยอด เพื่อเอาไปใช้ได้จริง
“จริงๆ แล้วมีการสัมมนาหลายครั้ง ไม่ใช่ว่าเราอยู่เฉยๆ เราเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับทางสถานีมา เขาก็ส่งฝ่ายเทคนิคเข้ามา ประเด็นก็คือ เขาไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม หากว่าทำแล้วรายได้ไม่ได้เพิ่มขึ้นแถมยังต้องเสียเวลาเพิ่มอีก มันจึงต้องมีมาตรการบังคับของภาครัฐ อย่างที่สหรัฐอเมริกาจะบังคับ ถ้าหากไม่บังคับเค้าก็ไม่ทำ เพราะว่างานเค้าก็เยอะอยู่แล้ว ถ้าทำแล้วเค้าก็กลัวว่าจะมีผลเสียอะไรหรือเปล่า หรือว่าจะต้องมีมาตรฐานอย่างไรบ้าง“



สมมุติว่า ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่รัฐบาลบังคับ เครื่องไม้เครื่องมือที่เรามีอยู่ พร้อมใช้ได้เลย โดยเฉพาะช่อง 7 และถ้าบ้านของผู้พิการมีกล่องอยู่ ก็ใช้ได้เลย คือถ้ามีใครมาลงทุนแล้วทำให้เกิดขึ้น ก็พร้อมแล้ว
“ถูกต้อง คือเรารู้วิธีออกแบบ หรือวิธีสร้างอุปกรณ์พวกนี้แล้ว เรามีประสบการณ์พวกนี้แล้ว ต้นทุนก็ไม่ได้แพง ถ้าทำจำนวนมาก ราคาก็ถูกลงไปอีก แต่คนใช้ก็ไม่น่าจะเยอะ ยกเว้นคนหูดีอยากจะใช้ด้วย เช่น ดูรายการเสียงภาษาอังกฤษแล้วไม่รู้เรื่อง ก็ขึ้นตัวหนังสือให้ก็ได้ ตลาดก็จะกว้างขึ้น”



ภาระตอนนี้ก็อยู่ที่สถานีส่งว่า เค้าจะต้องมานั่งคีย์ Caption พวกนี้เข้าไป ก็เลยไม่อยากทำ
“อันนั้นจะเป็นปัญหาอันหนึ่งด้วย ผู้ผลิตรายการเองก็มีปัญหา เราเคยคุยกับผู้ผลิตรายการ ถ้าเขาเองต้องเสียเวลาอีกหนึ่งวัน เพื่อจะคีย์ข้อมูลอันนี้ Encode เข้าไป เค้ารู้สึกว่าเป็นภาระที่หนักมาก คือ บางรายการก็ไม่ค่อยมีเวลาอยู่แล้ว ทำงานแบบวันต่อวัน ถ้าทำจะต้องปรับเวลา คือต้องทำเสร็จอย่าง น้อย 2 วัน เพื่อที่จะมาเข้าระบบนี้อีก 1 วัน กว่าที่จะไปออกรายการได้ เขายังไม่คุ้นกับระบบนี้ รายการละครยิ่งไม่ต้องพูดเลย เขาบอกว่าบางทีก่อนจะออก 1 ชั่วโมงค่อยเสร็จ แล้วเอาไปส่งที่สถานีส่ง นี้คือชีวิตของเขา เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดเลยว่า ทำไมเขาทำไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้สนใจรายการละครอยู่แล้ว เราสนใจรายการข่าว หรือรายการที่เป็นสารคดี อย่างวันที่ 12 สิงหาคม ก็จะพยายามทำสดเลย แต่กลัวว่าจะพิมพ์พลาด แล้วจะมีปัญหา ก็ไม่กล้าทำ”



จำนวนคนหูหนวกที่ใช้บริการ ในปัจจุบันเป็นอย่างไร
“โดยเฉลี่ยประมาณเกือบ 10 % รวมถึงคนหูตึงด้วย จากประชากรทั้งหมด ซึ่งเอาตัวเลขมาจากอเมริกา แต่ถ้าเอาแต่คนหูหนวกแต่กำเนิด ก็มีจำนวนหลายแสนเหมือนกัน แต่หลายคนก็อาจอ่านหนังสือไม่ออก เพราะฉะนั้นการขึ้น Caption ก็ไม่มีประโยชน์ เราถึงต้องทำภาษามือขยายให้เขา”



ในส่วน Caption ถ้ามีการขึ้นโดยอัตโนมัติ ก็คงเป็นคำตอบที่ช่วยให้สถานีทำมากขึ้น
“ถึงอย่างไรก็ต้องมีคนมาดูแลอยู่ดี เพราะมันมีภาพ มีการตัดต่อเพื่อให้มันเหมาะสม ผมคิดว่าคงเป็นข้ออ้างเท่านั้นเองสำหรับสถานีในการที่ไม่ยอมออกอากาศ จริงๆ แล้วใช้แรงคนก็ยังทำได้ อาสาสมัครก็ได้ อย่างสหรัฐอเมริกา อาสาสมัครก็ยังมี ต่างประเทศก็ยังใช้แบบพิมพ์เข้าไป แต่ต้องฝึกโดยเฉพาะ เพื่อที่จะได้พิมพ์เร็วขึ้น เพราะถ้าคนธรรมดาไปทำก็จะผิดบ้าง พิมพ์ไม่ทันบ้าง ซึ่งบ้านเรายังไม่มีใครทำ อาจจะต้องให้วิทยาลัยราชสุดา ไปฝึกอบรมพวกนี้ก็ได้ ถ้าหากจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์”



ผลงานชิ้นนี้ ได้ตีพิมพ์ในวารสาร IEEE Transactions on Consumer Electronics
“เมื่อปีที่แล้วผมส่งตัวฮาร์ดแวร์ไปลงในวารสาร IEEE Transactions on Consumer Electronics เนื่องจากงานชิ้นนี้มันมีกลไกในการเก็บภาพและขยายภาพแบบเรียลไทม์ หมายความว่าต้องทำให้ได้ทันที ตอนนั้นเราทำบนฮาร์ดแวร์ ซึ่งค่อนข้างจะมีรีซอร์ส (Resources) จำกัดมาก เพราะเราไม่ค่อยมีเงิน ต้องคิดทุกวิธีประหยัดรีซอร์ส สุดท้ายก็ทำมาได้ เราก็เลยได้ตีพิมพ์”



ถ้าเปรียบเทียบตัวนี้กับอุปกรณ์ถ้าซื้อมาจากต่างประเทศ อย่างต้องทำ Caption และเรื่องของขยาย
“ต่างประเทศไม่มีอุปกรณ์ขยายจออันนี้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็จดสิทธิบัตรด้วย ที่จุฬาฯ แต่ว่าจดมาแล้ว 3 ปี ก็ยังเงียบอยู่ ก็เข้าใจว่าขั้นตอนมันนาน สินค้าแบบนี้หรือผลิตภัณฑ์แบบนี้มันไม่มีในโลก เพราะกลุ่มเป้าหมายมีไม่เยอะ ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ จริงๆ ทำได้แต่เค้าไม่ทำ ถ้าเป็น Caption ของเรามัน 2 ภาษา ต่างประเทศก็ทำไม่ได้เหมือนกัน พอเราทำ 2 ภาษา ก็ไม่มีใครเหมือน แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษอย่างเดียว ก็มีปัญหาอีก เพราะระบบโทรทัศน์ของสหรัฐอเมริกาเป็น.แบบ NTSC เอามาใช้กับบ้านเราซึ่งเป็นระบบ PAL ก็ไม่ได้อีก คือมันมีข้อจำกัด ที่สินค้านำเข้าใช้ไม่ได้ แต่ถ้าใช้ได้เราก็คงไม่ทำเหมือนกัน”



นอกเหนือจากการทำ Caption มีอะไรบ้าง
“ถ้าเกี่ยวกับคนพิการ ก็ทำคนตาบอดมาก่อน เราเริ่มต้นจากการร่วมมือกับทางภาควิชาภาษาศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ โดยมี ผศ. ดร.สุดาพร ลักษณียนาวิน เป็นหัวหน้า เราเข้าไปช่วยทางเทคนิค เรียกง่ายๆ ว่าฝ่ายช่าง เราเป็นคนออกแบบ สร้าง แต่ว่าหัวใจของการสังเคราะห์เสียงมาจากทางคณะอักษรฯ เราก็สร้างกล่องฮาร์ดแวร์ที่พูดไทยได้ขึ้นมากล่องหนึ่ง เวลาใช้ก็ต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์ แต่ถ้ามันเจอคำภาษาอังกฤษที่ปนมาด้วย ก็จะโยนคำนั้นไปที่อีกกล่องที่พูดภาษาอังกฤษได้ซึ่งมีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนใช้ก็สามารถอ่านตำราทั้ง 2 ภาษาบนจอภาพได้ เพราะฉะนั้นระบบของเราเลยพูดได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ซึ่งก็เป็นตัวเดียวในโลกอีกเหมือนกัน เพราะไม่มีใครทำแบบนี้ ตอนนั้นเราก็ได้รางวัลสภาวิจัยแห่งชาติด้วย ตัวนี้ทำมา 10 กว่าปีมาแล้ว โครงการตอนนั้นประมาณ 3 ปีได้ ตอนหลังเราก็มาทำเป็นซอฟต์แวร์แทน เพราะพีซี สมัยนี้ทำงานได้เร็วมาก และ ผศ. ดร.สุดาพร ก็ไปได้งานจาก IBM อีก เราก็เป็นฝ่ายช่างให้เหมือนเดิมคือทำซอฟต์แวร์สังเคราะห์เสียงภาษาไทยจนสำเร็จ หลังจากนั้นก็จบไป”



“ตอนนี้ที่เราทำอยู่ก็เป็นชิป (Chip) ช่วยฟัง นิสิตปริญญาโทของเรากำลังออกแบบชิปที่กินไฟน้อยมากๆ จะได้ทำเครื่องช่วยฟังที่ใช้ได้นานเป็นเดือนโดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่าน แต่เป็นงานวิชาการมากกว่า เพราะโอกาสที่จะทำชิปจริงๆ ตัวนี้ไม่มี หมายถึงว่า เราต้องคิดวิธีที่จะขยายสัญญาณ โดยที่ใช้ไฟน้อยจริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ต่างประเทศก็ทำเหมือนกัน ต่างคนต่างทำ วงจรก็ไม่เหมือนกัน“



“ส่วนที่น่าจะเป็นสินค้าจริงๆ ก็มี รศ.ดร.มานะ ศรียุทธศักดิ์ เคยทำเครื่องช่วยฟัง ผมคิดว่าจริงๆ แล้ว น่าสนับสนุน แต่ถ้าอินแทรนด์หน่อย ก็ต้องทำแบบที่ว่าดูไม่ออกว่าใช้เครื่องช่วยฟังอยู่ ซึ่งต้องมีขนาดเล็กมาก ออกแบบยาก เป็นปัญหาท้าทาย ถ้า low-tech หน่อย คือมีสายห้อยลงมา มีห่วงคล้อง มีไมค์ จะถูกมากๆ เพราะของหาซื้อได้อยู่แล้ว แต่คนก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ดี เมื่อก่อนอาจจะมีปัญหาว่า มันเห็นเป็นเครื่องช่วยฟัง แต่เดี๋ยวนี้อาจจะไม่รู้สึก เพราะคิดว่าเป็นเครื่องเล่น MP3 ก็ได้ ผมคิดว่าน่าจะมีกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ประโยชน์จากตรงนี้ได้ คือไม่ต้องไปใช้อะไรที่มันพิสดารมาก”



“นอกจากนี้ ที่เราทำ คือ มิเตอร์ระบบอิเล็คทรอนิกส์ โดยทำให้การไฟฟ้านครหลวงทดลอง อันนี้ค่อนข้างจะเป็นระดับอุตสาหกรรมหน่อยหนึ่ง ถ้าได้ผลก็จะมีการใช้จำนวนมาก เพราะทุกบ้านต้องใช้ ถ้าเทียบกับมิเตอร์แบบจานหมุน ราคาจะไม่ถูกกว่า แต่ว่ามันแม่นกว่า และมีประสิทธิภาพเหนือกว่า เช่น มีหน่วยความจำสามารถบันทึกอัตราการใช้พลังงานตามเวลาได้เลย คือมันเก็บว่าช่วงเวลาไหนเราใช้เยอะหรือใช้น้อย แบบจานหมุน เดือนหนึ่งก็อ่านได้ครั้งเดียว เราก็ไม่รู้ว่าตัวเลขตรงนี้มันไปกระจุกตัวอยู่ที่เวลาไหนบ้าง แต่ถ้าเป็นอิเล็คทรอนิกส์ มีหน่วยความจำ เราเก็บได้ทีทั้งเดือนเลย สามารถดูข้อมูลออกมาได้ว่า ใช้ไปอย่างไร และระบบคิดค่าไฟต่อไปนี้ จะคิดตามช่วงเวลาด้วย คือ กลางวันคิดราคาหนึ่ง กลางคืนคิดราคาหนึ่ง เพราะฉะนั้นมิเตอร์จะต้องมีตัวเลข 2 ตัวเลขเสมอ ถ้าเป็นระบบใหม่ มันจะเริ่มยุ่งในการจด ซึ่งจดไม่ไหวแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีวิธีอ่านโดยที่ไม่ต้องใช้คนจด”



อยากฝากอะไรไว้ให้คนใหม่ๆ ได้รับทราบ
“แนวโน้มทางด้านการใช้วงจรอิเล็คทรอนิกส์ ในบ้านเรา หรือการออกแบบ มันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับคนที่เรียนมาทางด้านนี้ เพราะจบไปแล้วได้ใช้ความรู้จริงๆ ถ้าเทียบกับสมัย 10 ปีที่แล้ว แทบไม่มี เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบชิปก็ดี การออกแบบวงจรที่ต้องใช้ระบบฝังตัว ความต้องการบุคลากรกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมาก ถ้าเราสื่อให้กับนิสิตของเราให้รับรู้ก็อาจจะมีคนสนใจมากขึ้น เพราะมันมีแหล่งทุนและมีความต้องการอยู่แล้ว”

07 ตุลาคม 2552

โทรศัพท์สาธารณะคนหูหนวกได้ใช้แน่ มิ.ย. นี้ (ข่าวเก่าแล้ว)


ทีโอที เร่งโครงการ USO ทำโทร ศัพท์สาธารณะในพื้นที่ห่างไกล เผยโทรศัพท์คนหูหนวกเสร็จ มิ.ย.นี้ ด้าน กทช. ชี้โครงการ USO คืบแค่ 30%
นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีโอที ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทที่ 3 ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ติดตั้งโทรศัพท์สาธารณะในพื้นที่ห่างไกลและผู้ด้อยโอกาส ในการให้บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง และบริการเพื่อสังคม (USO : Universal Service Obligation) รวม 25,878 เลขหมาย ใน 50 จังหวัด โดยมีระยะเวลาดำเนินงาน 3 ปี ตั้งแต่ 5 ต.ค. 2549-5 ก.ย. 2552 คาดว่าจะทำได้เสร็จตามกำหนดเวลา

นายธีรวุฒิ กล่าวต่อ ว่า ส่วนการให้บริการโทรศัพท์สาธารณะและบริการอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการทางหู จำนวน 500 เลขหมาย ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนแปลงเครื่องโทรศัพท์สาธารณะ โดยนำคีย์บอร์ด (แป้นพิมพ์) เชื่อมต่อกับเครื่องโทรศัพท์ ให้คนพิการทางหูได้คุยกันผ่านการพิมพ์ คาดว่าจะเสร็จในเดือน มิ.ย.นี้
สำหรับการดำเนินงานในโครงการ USO ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 20-30% โดยล่าสุดได้ติดตั้งบริการโทรศัพท์สาธารณะที่หมู่บ้านปางพระราชทาน จ.เชียงราย พร้อมติดตั้งอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมไอพีสตาร์ความเร็ว 2 เมกะบิต โดยใช้ชุมชนเป็นผู้ดูแล เมื่อเกิดข้อบกพร่องเจ้าหน้าที่ทีโอทีจากส่วนกลาง จ.เชียงราย จะเข้าไปแก้ไขภายใน 24 ชั่วโมง.
ข่าว : เดลินิวส์

ป้ายกำกับ