31 สิงหาคม 2553

โลกของคนหูหนวก

ม่านชีวิตของ “ม่านฟ้า สุวรรณรัต” สุดยอดคนหูหนวกที่องค์การสหประชาชาติยกย่อง สู้จนวาระสุดท้าย...เพื่อคนหูหนวกทั่วโลก

ชีวิตต้องสู้ของ “ม่านฟ้า สุวรรณรัต” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จการค้นคว้าวิจัยภาษามือไทย ขณะมีชีวิตได้ต่อสู้ทุกวิถีทาง เป็นตัวแทนคนหูหนวกเดินทางเข้าร่วมประชุมกับสหพันธ์คนหูหนวกโลกและองค์กรคนพิการสากล (DPI) ภาษามือนานาชาติหลายครั้งดิ้นรนต่อสู้จนได้สิทธิของคนหูหนวกในองค์การสหประชาชาติ โหมทำงานวิจัยภาษามืออย่างหนักเพื่อคนรุ่นหลัง แต่คนไทยด้วยกันกลับไม่ให้ความสำคัญ สุดท้ายต้องจบชีวิตลงด้วยวัยก่อนเวลาอันควร การเสียสละของเธอได้รับการยกย่องจากเลขาธิการสหประชาชาติให้เป็นสุดยอดหญิงเอเชียและแปซิฟิกคนแรกที่อุทิศตนเพื่อสังคมอย่างแท้จริง ปัจจุบันผลงานของเธอได้ถูกสานต่อโดยสามีและเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จนกลายเป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลกในที่สุด...

เมื่อนานมาแล้ว คนพิการมักจะถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพไม่ให้มีโอกาสเท่าเทียมกับคนปกติ ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นคนซึ่งมีเลือดเนื้อเหมือนกัน โดยเฉพาะคนพิการทางหูนั้น ความเงียบได้กลายเป็นกำแพงขวางกั้น ไม่ให้คนปกติสามารถเดินทางข้ามไปถึง หลายครั้งที่เห็นคนหูหนวกบางคนออกมาเรียกร้องสิทธิที่พวกเขาควรจะได้รับ แต่ทว่าก็เป็นแค่พลังเล็กๆ ที่ไม่อาจจุดประกายให้คนทั่วไปมองเห็นความสำคัญ

การสื่อสารของคนหูหนวกเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากไม่สามารถถ่ายทอดเป็นภาษาพูดเช่นคนพิการด้านอื่นๆ ภาษามือไทยยุคแรกเริ่มยังขาดเอกลักษณ์และไร้ทิศทาง เมื่อสื่อสารออกไปก็ยากที่คนปกติจะเข้าใจ “ม่านฟ้า สุวรรณรัต” อัญมณีเม็ดเล็กๆ ในโลกเงียบจึงได้ฉุกคิดขึ้นว่า ถ้าคนยุคเธอไม่ลงมือจุดตะเกียงด้วยตัวเองแล้ว ไฉนเลยลูกหลานชาวหูหนวกจะมองเห็นทางเพื่อออกไปพบสิ่งดีงามได้


เกิดในตระกูลดี
แต่โชคร้ายหูพิการแต่กำเนิด

“ม่านฟ้า สุวรรณรัต” (นามสกุลเดิม วงษ์สกุล) หรือ “ตุ่ม” เกิดในตระกูลมีอันจะกินท่ามกลางความรักความเข้าใจของครอบครัว จึงทำให้เธอไม่รู้สึกว่าความพิการเป็นปมด้อย เธอเป็นลูกสาวคนโตในจำนวนพี่น้อง 3 คน แต่เป็นคนเดียวที่โชคร้ายพิการทางหูตั้งแต่เกิด

สมัยเด็กม่านฟ้าเป็นคนร่าเริง และขยันเรียนมาก เธอเข้าเรียนชั้นอนุบาลจนถึงม.2 ที่โรงเรียนเศรษฐเสถียร ซึ่งเป็นโรงเรียนพิเศษสำหรับนักเรียนที่มีปัญหาทางการได้ยิน จากนั้นได้ไปต่อที่โรงเรียนทุ่งมหาเมฆจนจบ ม.3 ระหว่างการศึกษาเธอพบกับอุปสรรคปัญหาด้านการสื่อสารจนแทบไม่มีกำลังใจสู้ชีวิตในสังคมคนปกติ แต่นับเป็นโชคดีอย่างหนึ่งที่เธอมีพ่อแม่ และคนใกล้ชิดคอยดูแล ให้กำลังใจ ทำให้มีกำลังใจที่จะสู้เพื่อตัวเองและเพื่อนคนหูหนวกด้วยกัน

“เธอเป็นคนมุ่งมั่นมากในสายตาของผม เธอเป็นภรรยาที่ดีและขยันมาก หลังจากเรียนจบโรงเรียนเพาะช่าง ก็เข้าทำงานเป็นครูสอนภาษามือให้กับเด็กหูหนวกที่โรงเรียนโสตศึกษาทุ่งมหาเมฆ ปี 2518 ประมาณ 3 ปี เธอหมดกำลังใจที่จะสอน เนื่องจากได้เสนอความคิดต่อผู้บังคับบัญชาให้จัดทำหลักสูตรการศึกษาสำหรับนักเรียนคนหูหนวก แต่ไม่มีใครสนใจ เหมือนกำลังสู้ตามลำพัง และจุดนี้เองที่เป็นเหมือนชนวนทำให้เธอคิดอยากสู้เพื่อคนหูหนวกทุกคน ต่อมาจึงตัดสินใจลาออก...”

กำพล สุวรรณรัต ชายพิการทางหู สามีม่านฟ้าและปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้ง มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนหูหนวกไทย ถ่ายทอดเป็นภาษามืออย่างช้าๆ ถึงภรรยาของเขาให้เรารับรู้

สมัยอดีตเด็กหูหนวกเหมือนเด็กอาภัพ เนื่องจากภาษามือไทยถูกจำกัด ไม่มีการพัฒนา อีกทั้งมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านภาษามือน้อย ทำให้ม่านฟ้าเกิดแรงผลักดันคิดประดิษฐ์ภาษามือท่าใหม่ๆ เพิ่มเติมเพื่อเด็กหูหนวกรุ่นหลัง และแล้วจากความตั้งใจอย่างแรงกล้า ทำให้ความฝันของเธอบ่ายหน้าสู่ความจริงในเวลาต่อมา...


หนังสือปทานุกรม “ภาษามือไทย” เล่มแรก
ฝรั่งให้ความสำคัญ แต่คนไทยไม่เห็นค่า

ม่านฟ้าเข้าเป็นอาสาสมัครช่วยสอนที่โรงเรียนเศรษฐเสถียรเมื่อปี 2522 หลังจากรู้จักพูดคุยกับ “ชาร์ล ไรลี่” ครูอาสาสมัครชาวอเมริกัน ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับสังคมคนหูหนวกไทย เขาให้ความสนใจอย่างมาก จึงได้ร่วมมือกับเธอจัดทำเอกสารชื่อ “ภาษามือไทย : ปทานุกรมภาษามือไทยฉบับทดลอง” ขึ้น โดยเธอรับเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยภาษามือไทย และเมื่อได้เสนอต่อกระทรวงศึกษาธิการ หนังสือของเธอกลับถูกทอดทิ้ง กลายเป็นเศษขยะไร้ค่าสำหรับผู้ใหญ่บางท่าน

“ครั้งนั้นผมเห็นเธอโกรธมากที่ผู้ใหญ่ไม่ให้ความสำคัญ ดูเหมือนพวกเราคนหูหนวกไม่ใช่คน เป็นเศษสวะไร้ค่าปล่อยให้ลอยเคว้งกลางแม่น้ำ ตามแต่กระแสน้ำจะพัดพาไป...ม่านฟ้าเคยให้สัมภาษณ์กับ “เฮเลน อี ไวท์ ใน “THE ASIAN WALL STREET JOURANL”

“ม่านฟ้ากล่าวว่าเธอเจ็บปวดมากที่ข้าราชการไทยเห็นความสำเร็จของการรู้หนังสือ และการศึกษาโดยใช้อักษรเบรลล์เพื่อสอนคนตาบอด คนหูดีต่างแปลกใจว่า ทำไมความสำเร็จจึงไม่เกิดขึ้นกับคนหูหนวกบ้าง เธอบอกว่าจะสำเร็จได้ยังไง ในเมื่อส่วนประกอบของการสื่อสารของคนหูหนวกไม่ได้อยู่ที่อักษรเบรลล์ ซึ่งมันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง”

แม้จะไม่ได้รับการเหลียวแลจากคนไทยด้วยกัน แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ ดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อจะให้ทั่วโลกยอมรับผลงานของเธอให้ได้ ในที่สุดก็ได้รับการต้อนรับจากโครงการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์นานาชาติ (IHAP) และเงินทุนจากหน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ และหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นๆ

“ต่อมาม่านฟ้าและทีมงานได้ออกเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อทำวิจัยภาษามือ โดยใช้วิธีซักถามพูดคุยกับคนหูหนวกทั้ง 4 ภาคของประเทศไทย ได้เห็นปัญหาแตกต่างกันมากมาย จากนั้นนำปัญหาที่ได้มาสรุป คิดประดิษฐ์ออกมาเป็นไวยากรณ์ภาษามือ ซึ่งยากลำบากมาก เพราะต้องรวบรวมท่ามือต่างๆ และพยายามจำแนกให้เป็นกลุ่มรากศัพท์ นอกจากนี้ยังต้องมีการถ่ายรูปท่ามือ จึงจะสามารถเขียนภาพลายเส้นด้วยมือได้ แต่ม่านฟ้าเธอมีความพยายามมากจนปทานุกรมฉบับนั้นสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง”

เมื่อปี พ.ศ.2529 จากความมานะพยายามของเธอและทีมงาน ทำให้ปทานุกรมภาษามือเล่มแรกซึ่งหนา 384 หน้า ได้รับการตีพิมพ์เป็นผลสำเร็จ และติดตามด้วยเล่มสอง ซึ่งเธอหวังมากว่าจะเห็นมันออกมาเป็นรูปเล่มสมบูรณ์เคียงคู่กับเล่มแรก


ฉันจะสู้จนลมหายใจเฮือกสุดท้าย
เพื่อลูกหลานคนหูหนวก

ครูไทยหูปกติสมัยก่อนบางท่านมีความเข้าใจผิดๆ ว่า การทำท่ามือแบบส่งรหัสมอร์สจะทำให้เด็กหูหนวกอ่านออกเขียนได้ แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อทราบความจริงอีกทีก็เกือบจะสายเสียแล้ว เพราะนอกจากจะสร้างความสับสนให้เด็ก ยังทำให้พัฒนาการด้านการเรียนรู้ภาษามือล่าช้าออกไปอีกด้วย กำพลเล่าให้ฟังว่า

“ครูหูดีไม่สามารถสื่อสารกับนักเรียนหูหนวกได้ดีเท่ากับครูซึ่งเป็นคนหูหนวกด้วยกัน หลายคนพยายามเขียนตำราแล้วยัดเยียดท่ามือประดิษฐ์ที่ไม่ได้บ่งบอกอะไรเกี่ยวกับความพิการทางหู แต่เพราะสามารถเสนอผลงานผ่านให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลได้ง่าย จึงเกิดภาษามือไทยพันธุ์ผสม ซึ่งทำให้เด็กหูหนวกรู้สึกยุ่งยากในการทำความเข้าใจ ครั้งนั้นม่านฟ้าจึงต่อสู้อย่างหนัก เพื่อให้ภาษามือที่วิจัยออกมาเป็นที่ยอมรับ”

ซึ่งการแข่งขันในครั้งนั้นกำพลบอกว่า เป็นการเชือดเฉือนฟาดฟัน เพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ เพื่อลูกหลานชาวโลกเงียบจะได้รับรู้หนังสือในขั้นพื้นฐาน เธอเคยกล่าวไว้ว่า

“สิ่งสำคัญสำหรับเด็กเล็กๆ คือ เปิดใจและฝึกสมอง ในขั้นแรกนั้นการเขียนยังไม่ใช่สิ่งสำคัญ เด็กหูหนวกจำเป็นต้องสื่อสารกันทางตา(ไม่ใช่ทางปาก) ด้วยภาษาของตัวเองเพื่อพัฒนาการทางอารมณ์ การศึกษา และทางกาย แล้วจึงค่อยๆ สอนภาษาเขียนเป็นคำๆ เกี่ยวกับสิ่งของที่เด็กๆ รู้จักดีอยู่แล้ว หลังจากนั้นค่อยสร้างทักษะในการเขียนจากรากฐานที่มั่นคง” (จาก : THE ASIAN WALL STREET JOURNAL : AUGUST 14 -15, 1987)

งานวิจัยภาษามือของม่านฟ้าในยุคแรกส่วนใหญ่ไม่มีใครในเมืองไทยเห็นคุณค่า แต่เธอกลับเป็นที่รู้จักอย่างดีในกลุ่มนักภาษาศาสตร์และคนพิการในต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลกและเกิดคนถามมากมายตามมาในใจของใครหลายคน

ก่อนที่เธอจะเสียชีวิต เธอกับกำพล สุวรรณรัตผู้เป็นคู่ชีวิต พร้อมด้วยเพื่อนร่วมอุดมการณ์กลุ่มเล็กๆ ได้ร่วมมือกันต่อสู้โดยไม่มีวันได้หยุดพัก ม่านฟ้าได้รับคัดเลือกเป็นตัวแทนคนหูหนวกเดินทางไปเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับนักวิจัยหูหนวกในต่างประเทศหลายครั้ง ในฐานะผู้เชี่ยวชาญภาษามือ และเป็นคนเอเชียคนแรกที่องค์การสหประชาชาติยกย่องว่าเป็นผู้เสียสละและอุทิศตนเพื่อคนพิการอย่างแท้จริง

หลังจากได้ต่อสู้มาเป็นเวลายาวนาน ทั้งเป็นคนบุกเบิกวิจัยภาษามือจนทั่วโลกยอมรับ เป็นผู้จุดประกายให้มีภาษามืออยู่มุมหนึ่งของจอทีวี เพื่อจะได้สื่อสารกันรู้เรื่องระหว่างคนหูดีกับคนหูหนวก และหลากหลายผลงานที่เธอได้ทำฝากไว้ให้กับแผ่นดิน ขณะที่ชีวิตของเธอกำลังรุ่งโรจน์ และผลงานกำลังเป็นที่จับตามองของสังคมไทยมากขึ้น แต่อนิจจาเธอทำบุญมาน้อย ยังไม่ทันได้ชื่นชมกับความสำเร็จเท่าไหร่เลย เธอก็ป่วยอย่างเฉียบพลัน และเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2532 เวลาประมาณ 10.00น. ก็ปิดม่านชีวิตตัวเองลง ณ โรงพยาบาลศิริราช สริรอายุได้เพียงแค่ 37 ปีเท่านั้นเอง

การเสียชีวิตของเธอสร้างความโศกอาดูรกับผู้ใกล้ชิด เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนชาวต่างชาติอย่างมากมาย การเสียสละของเธอทำให้องค์การสหประชาชาติเล็งเห็นความดี จึงได้มอบวุฒิบัตรเชิดชูเกียรติกันม่านฟ้า ซึ่งเป็นอาจารย์และนักวิจัยที่มีชื่อเสียงของประเทศไทยด้านภาษาสื่อคนหูหนวก ผู้เสียสละและอุทิศตนสนับสนุนโครงการสหประชาชาติด้านคนพิการ โดยม่านฟ้าเป็นคนเดียวในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขณะนั้นที่ได้รับรางวัล และเป็น 1 ในจำนวน 7 คนจากทั่วโลกที่ได้รับรางวัลนี้

ปัจจุบันผลงานของเธอถูกสานต่อโดยสามีกำพล สุวรรณรัต และเพื่อนร่วมอุดมการณ์

“วันนี้ผมได้รวบรวมเงินทุนทรัพย์จากผู้มีจิตกุศลจากที่ต่างๆ ได้ก่อตั้ง “มูลนิธิส่งเสริมและพัฒนาคนหูหนวกไทย” ขึ้นเป็นผลสำเร็จ เมื่อต้นปีนี้เอง วัตถุประสงค์นอกจากจะส่งเสริมการศึกษาฝึกอบรมให้ผู้นำคนหูหนวก และส่งเสริมการศึกษาคนหูหนวกที่ด้อยโอกาสในชุมชนแล้ว ยังช่วยเหลือคนหูหนวกด้านต่างๆ อีกหลายด้าน”

กำพลกล่าวทิ้งท้ายเป็นภาษามือกับ “ชีวิตต้องสู้” ว่า การดำเนินงานของมูลนิธิช่วงนี้ยังเปรียบเหมือนเด็กฝึกเดิน จึงต้องประคับประคองไปเรื่อยๆ ผู้ร่วมงานในมูลนิธิส่วนใหญ่เป็นผู้พิการทางหูแทบทั้งสิ้น

เมื่อคนหูดีอย่างเราได้เห็นการต่อสู้ของพลังเงียบ ซึ่งเป็นพลังเล็กๆ นี้แล้ว หากมัวแต่ท้อแท้สิ้นหวัง ก็ต้องหันกลับมาถามตัวเองบ้างแล้วล่ะว่า ทำไมผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าเราเขาถึงสามารถจุดแสงสว่างให้ตัวเองได้อย่างสง่างาม...แล้วเราล่ะ วันนี้คิดจะทำอะไรเพื่อศักดิ์ศรีคำว่า “คน” บ้างหรือยัง?

“พ. สวัสดิ์พร” sawadporn@thaimail.com





โดย : พ. สวัสดิ์พร

ไม่มีความคิดเห็น: